We Recommend

Shopping Online

Home Guru
ขั้นตอนที่ 1 ปิดเครื่องปรับอากาศก่อนทำการถอดแผ่นฟิลเตอร์กรองฝุ่นออกจากตัวเครื่อง ขั้นตอนที่ 2 ปลดกิ๊ฟล็อคแผ่นใต้ท้องเครื่องปรับอากาศแล้วค่อยๆเปิดออก ระวังฝุ่นต่างๆ ปลิวกระจายหากทำแรงหรือกระแทกโดนแผ่นปิดใต้เครื่อง ขั้นตอนที่ 3 ดึงแผ่นฟิลเตอร์เครื่องปรับอากาศ สังเกตได้โดยจะเป็นแผ่นใยสังเคราะห์ ดึงออกตามทิศทางที่กำหนดในตัวเครื่องของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน ขั้นตอนที่ 4 นำแผ่นฟิลเตอร์ออกมาเป่าฝุ่น หรือเคาะฝุ่นออก แล้วนำไปล้างในภาชนะใส่น้ำ ซักด้วยน้ำยาซักผ้าหรือแปรงขนนุ่น ไม่ควรใช้แปรงขนแข็งจะทำให้เส้นใยสำหรับกรองฝุ่นขาด ซักล้างจนสะอาดแล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ขั้นตอนที่ 5 นำแผ่นฟิลเตอร์มาผึ่งให้แห้ง และทำความสะอาด ตัวเครื่องและแผ่นปิดใต้ท้องเครื่องด้วยแปรงปัดฝุ่น และเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นก็ได้ ขั้นตอนที่ 6 ประกอบแผ่นฟิลเตอร์เข้าในเครื่องปรับอากาศตามเดิม ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งปิดแผ่นใต้เครื่องให้แน่น และทดสอบการเดินเครื่อง        สำหรับพัดลมตั้งโต๊ะและพัดติดเพดาน คุณควรหมั่นเอามาทำความสะอาดบ่อยๆ เพราะถ้าคราบฝุ่นที่ไปติดอยู่มีจำนวนมาก อาจทำพัดลมเกิดการเสียหาย และอาจทำให้เชื้อโรคต่างๆ เป็นอันตรายต่อคุณได้ โดยเฉาพะคุณที่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นอันตรายอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้จะมาแนะนำวิธีทำความสะอาดพัดลมแบบง่ายๆ กัน ตามขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 นำเศษผ้าหรือกระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอง ถอดชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ถอดออกมา วางลงบนผ้า ขั้นตอนที่ 2 ถอดตะแกรงหรือฝาหน้าของพัดลม ขั้นตอนที่ 3 ถอดฝาปิดตัวใบพัดของพัดลม นำตัวใบพัดออกมา ขั้นตอนที่ 4 ทำความสะอาด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำยาล้างจางเพื่อล้างคราบความมันและ คราบฝุ่นต่างๆ ออกให้หมด ขั้นตอนที่ 5 นำชิ้นส่วนใบพัดและตะแกรงหน้าเช็ดให้แห้งและอออกผึ่งแดด แล้วนำประกอบเข้าตามเดิม ข้อควรระวัง ก่อนทำความสวะอาดควรถอดปลั๊กไฟออกก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันความปลอดภัย และควรทำความสะอาดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ต่อหนึ่งครั้ง เพื่อสุขภาพของคุณและยืดอายุการใช้งานของพัดลมให้นานเพิ่มขึ้นอีกด้วย            แต่ถ้าคุณไม่มีเวลา ที่โฮมโปร เรามีบริการ Home Service บริการล้างและทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ ด้วยช่างฝีมือมาตรฐาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โฮมโปร ทุกสาขา หรือ Call Center โทร. 0-2831-6000  
Home Guru
     เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกประเภทที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ช่วยประหยัดเวลาและออมแรงในการซักผ้าให้ทั้งคุณพ่อบ้านและแม่บ้านได้เป็นอย่างดี จนสามารถใช้เวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นในขณะที่เครื่องซักผ้าทำงานอยู่ได้ แถมบางรุ่นยังมีระบบถนอมผ้าและอบแห้งไปในตัว ทำให้หมดกังวลเรื่องการถนอมเส้นใยและสีสันของเสื้อผ้าไม่ให้สีซีดจางจากการโดนแสงแดดอีกด้วย แต่การใช้งานเครื่องซักผ้าแบบต่อเนื่องโดยไม่ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเลย อาจทำให้เกิดการสะสมและก่อตัวของเชื้อโรค เชื้อราจากแบคทีเรียต่างๆ ได้ง่ายดายเนื่องจากการสะสมของคราบสกปรกหรือเหงื่อไคลตามเสื้อผ้าและเศษผงซักฟอกที่ตกค้างภายในเครื่องซักผ้าเมื่อสัมผัสความชื้น โดยเฉพาะในช่องใส่ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มมักจะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียต่างๆ ให้เจริญเติบโตแบบรวดเร็ว         ดังนั้นเมื่อใช้เครื่องซักผ้าทำความสะอาดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของเราแล้ว อย่าลืมใส่ใจในการดูแลรักษาความสะอาดของเครื่องซักผ้ากันด้วย เพื่อความสะอาดปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรียที่แอบแฝงติดมากับเสื้อผ้าเข้าสู่ร่างกายคุณและสมาชิกทุกคนในครอบครัว Easy Tricks ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำการทำความสะอาดเครื่องซักผ้าที่ระบุในคู่มือของเครื่องซักผ้ารุ่นนั้นอย่างเคร่งครัด หมั่นตรวจสอบความสะอาดของตัวถังกรองผ้าทั้งชนิดฝาหน้าและฝาบนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงถอดช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มออกมาทำความสะอาดหลังการใช้งานเสมอ หากเกิดเชื้อราอยู่ตามขอบประตูฝาเครื่อง แนะนำให้เช็ดออกด้วยสารฟอกขาวผสมน้ำสะอาด   เครื่องซักผ้าฝาหน้า ควรเช็ดขอบยางที่ประตูเครื่องไม่ให้มีน้ำขัง รวมถึงเช็ดภายในตัวถังให้แห้ง เปิดฝาประตูเครื่องทิ้งเอาไว้เพื่อเป็นการระบายความอับชื้น เมื่อแห้งดีแล้วจึงปิดให้สนิท ในเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ๆ มักมีโปรแกรมทำความสะอาดตัวถัง ควรใช้โปรแกรมนี้อย่างน้อยเดือนละสองครั้ง เพื่อช่วยขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่ตกค้างในตัวถังเครื่องซักผ้า หากมีเชื้อราและกลิ่นเหม็นอับเกิดขึ้นในตัวถังเครื่องซักผ้าแล้ว ลองเติมน้ำส้มสายชู 1- 2 ขวด ผสมกับน้ำลงไปในตัวถัง จากนั้นเปิดสวิตซ์ให้เครื่องทำงานตามปกติ โดยไม่ต้องเติมผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มตามลงไป เมื่อจบการทำงานของเครื่องลองดูว่ากลิ่นอับชื้นหายไปหรือยัง ถ้ายังอาจทำความสะอาดตัวถังอีกครั้งโดยการล้างเครื่องด้วยน้ำร้อน เปิดสวิตซ์ให้ทำงานตามปกติจนจบ จากนั้นเปิดฝาทิ้งไว้ให้อากาศถ่ายเท เช็ดให้แห้งแล้วจึงค่อยปิดฝาให้สนิท หากมีความรู้เชิงช่าง สามารถถอดพลาสติกครอบตัวถังออกเพื่อล้างทำความสะอาดรอบตัวถังซักได้ ควรถอดล้างทุกๆ หนึ่งเดือนครึ่ง แต่ถ้าไม่สามารถทำเองได้ควรให้ช่างเทคนิคหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ถอดล้าง ดีที่สุด       แต่ถ้าเครื่องซักผ้าของคุณยังใช้งานได้ดีมีประสิทธิภาพ แต่คุณไม่ถนัดที่จะทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วยตนเอง โฮมโปรมีบริการ Home Service ให้บริการล้างและทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแบบครบครัน สอบถามได้ที่โฮมโปรทุกสาขาใกล้บ้าน หรือ Call Center โทร. 0-2831-6000  
Home Guru
       แต่โดยทั่วๆ ไป การเก็บรักษาเนื้อสัตว์และผักผลไม้เอาไว้ในตู้เย็นก็ช่วยให้ถนอมความสดให้ยาวนานขึ้นได้แบบง่ายดาย ไม่สิ้นเปลืองและไม่ยุ่งยาก แต่โฮมโปรขอแนะนำเคล็ดลับเพิ่มเติมที่จะทำให้คุณเก็บเนื้อสัตว์และผักผลไม้สดในตู้เย็นได้แบบสดใหม่และคงคุณค่าวิตามินตามโภชนาการยาวนานกว่าที่เคย Easy Tricks ตั้งอุณหภูมิตู้เย็นเอาไว้ที่ -1 ถึง -4 องศาเซลเซียส แยกเก็บผักและผลไม้ที่ยังไม่ได้ล้างเอาไว้ในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทหรือกล่องพลาสติก ผักที่ผ่านการล้างมาแล้วมักจะอมน้ำและทำให้เน่าเสียไวยิ่งขึ้น ที่สำคัญควรเก็บเอาไว้ในช่องเก็บผักและผลไม้เท่านั้น ผักและผลไม้ที่วางบนชั้นด้านบนโดยไม่ใส่ถุงหรือกล่องมักจะสูญเสียความชื้นและเหี่ยวเร็วกว่า ควรแยกเก็บผักและผลไม้ตามประเภท เช่น เก็บผักโดยแยกเป็นผักกินหัว 1 ถุง ผักกินใบ 1 ถุง  ส่วนผลไม้ก็แยกตามประเภท ทั้งนี้เพราะผักและผลไม้แต่ละชนิดมีอายุความสดที่แตกต่างกันหากเก็บรวมกัน เมื่อมีการเน่าเสียจากการสุกก่อน ผลไม้สุกมักปล่อยก๊าซเอทิลีน (Ethylene) ออกมาทำให้การเน่าเสียกระจายตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรวางผักผลไม้ที่มีน้ำหนักเบาไว้ด้านบน เพราะหากปล่อยให้ผักผลไม้ที่มีน้ำหนักมากกว่ากดทับผักผลไม้ประเภทอื่นๆ จะทำให้เกิดความช้ำ เน่าเสียได้เร็วเช่นกัน แต่โปรดจำไว้ว่าถึงแม้ตู้เย็นจะช่วยคงความสดของผักผลไม้ได้แต่เพื่อคุณค่าทางสารอาหารที่ดีกว่าไม่ควรเก็บผักและผลไม้เอาไว้รับประทานเกิน 1 สัปดาห์ สำหรับเนื้อสัตว์ควรแบ่งตามชนิดและปริมาณตามการปรุงอาหารแต่ละมื้อแยกเอาไว้ในถุงหรือกล่องที่ปิดสนิท วิธีนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกง่ายดายในการปรุงอาหาร พร้อมป้องกันเชื้อโรคหรือแบคทีเรียปนเปื้อนสัมผัสเนื้อสัตว์ส่วนที่ยังไม่ต้องการใช้ปรุงอาหารได้ดีอีกด้วย และเน้นย้ำว่าควรเก็บรักษาเอาไว้ในช่องสำหรับเนื้อสดเท่านั้น ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบสภาพการใช้งานของตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอว่าทำงานได้สมบูรณ์ปกติดีอยู่หรือไม่ เพื่อช่วยให้การถนอมอาหารสดในตู้เย็นเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและประหยัดไฟไปในตัว หรือจะให้ดีลองเลือกใช้ตู้เย็นนวัตกรรมใหม่ที่มีระบบถนอมอาหารเข้ามารองรับเพี่อผลลัพธ์การถนอมอาหารสดให้คงคุณภาพสดใหม่ได้ดียิ่งกว่า Hot List This Month สำหรับคุณแม่บ้านพ่อบ้านที่กำลังมองหาตู้เย็นหลังใหม่ ขอแนะนำ ตู้เย็น Hitachi รุ่น 2D R-D6800T กับช่องเก็บระบบสุญญากาศ ที่มาพร้อมคุณสมบัติพิเศษต่างๆ มากมาย ทั้ง ระบบปั๊มดูดอากาศเพื่อป้องกันการออกซิเดชั่น   กล่องปล่อยวิตามินเอและวิตามินอี ถาดอลูมิเนียม เทคโนโลยีช่วยดูแลสีของอาหารให้ดูสดใหม่ได้นานขึ้น        แต่ถ้าคุณไม่มีเวลา ที่โฮมโปร เรามีบริการ Home Service บริการล้างและทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบครบวงจร รวมถึงตู้เย็น ด้วยช่างฝีมือมาตรฐาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โฮมโปร ทุกสาขา หรือ Call Center โทร. 0-2831-6000
Home Guru
     1. ติดตั้งกล้องวงจรปิด แน่นอนว่า เมื่อเราไม่อยู่บ้าน ก็ย่อมที่จะต้องมองหาตัวช่วยมาเป็นหูเป็นตาแทน การติดกล้องวงจรปิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้ กล้องวงจรปิดสามารถดูผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็ปเล็ตได้ด้วย สะดวกสบายสุดๆ นอกจากนี้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ภาพจากกล้องวงจรปิดนี่แหล่ะ จะเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักและสำคัญที่สุด             2. ติดสัญญาณกันขโมย อีกหนึ่งเทคโนโลยีดีๆ ที่พร้อมจะส่งสัญญาณเตือนขอความช่วยเหลือหากมีบุคคลภายนอกลุกล้ำเข้ามา ซึ่งสัญญาณกันขโมยนี้จะส่งเสียงเตือนหรือไฟฉุกเฉินขึ้นทันทีเมื่อจับสัญญาณว่ามีการเข้าใกล้ตัวบ้าน หรือพยายามงัดแงะประตูและหน้าต่างในเวลาที่เราไม่อยู่บ้าน โดยสามารถกำหนดให้แจ้งเข้าที่โทรศัพท์มือถือของเราได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือจะเลือกโทรเข้าเบอร์อัตโนมัติที่เราตั้งไว้ก็ได้ ช่วยให้เราอุ่นใจขึ้นได้เยอะ        3. สำหรับใครที่อยู่คอนโด การเลือกติดตั้ง Digital Door Lock ก็ดูจะเป็นไอเดียที่เข้าท่าทีเดียว หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับ Digital Door Lock แบบนี้ในซีรีส์เกาหลีมาแล้ว ระบบล็อคประตูแบบนี้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางด้านความปลอดภัยที่นำเข้าจากแดนกิมจิ สะดวกสบาย โดยไม่ต้องพกกุญแจ เพราะใช้เพียงรหัส บัตร หรือกุญแจดิจิตอลในการเปิดประตูแทนกุญแจเดิม พร้อมสัญญาณเตือนภัยเมื่อมีการงัดแงะ ทำลาย หรือมีการสุ่มกดรหัส บัตร หรือกุญแจดิจิตอล            4. เหล็กดัด หน้าต่างและประตู ตัวช่วยสุดคลาสสิกที่นิยมใช้กันแทบจะทุกบ้าน ยิ่งบ้านที่ใช้หน้าต่างหรือประตูเป็นแบบกระจกด้วยแล้ว การติดตั้งเหล็กดัด ก็ถือเป็นการเพิ่มปราการขึ้นอีกหนึ่งขั้น ช่วยให้คนร้ายเข้าถึงตัวบ้านได้ยากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการออกแบบลวดลายเหล็กดัดออกมาหลากหลายสไตล์ ทั้งแบบวินเทจ rustic chic คลาสสิก หรือโมเดิร์น ไม่ต้องห่วงว่าจะเชยและไม่เข้ากับสไตล์บ้านอีกแล้ว        5. เปิดไฟทิ้งไว้ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยล่อหลอกให้เข้าใจผิดว่ามีคนอยู่บ้าน ด้วยการเลือกใช้หลอดประหยัดไฟเซ็นเซอร์แสงอาทิตย์ ที่สามารถเปิดได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีแสงแดด และปิดเองเมื่อเวลามีแสงอาทิตย์ หรือจะใช้เครื่องตั้งเวลาเปิดปิดอัตโนมัติในการควบคุมหลอดไฟก็ได้ วิธีนี้นอกจากจะให้แสงสว่างเหมือนมีคนอยู่บ้านแล้ว ยังช่วยให้เพื่อนบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น        6. จัดเก็บบริเวณนอกบ้านให้เรียบร้อย หากคุณเป็นคนที่รักธรรมชาติ ชอบต้นไม้ การดูแลเก็บกวาดทำความสะอาดรอบๆ บริเวณบ้านก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม พวกเศษใบไม้ และหญ้าที่ขึ้นสูง ก็ควรจัดการเก็บและเล็มให้เรียบเสีย เพื่อให้รู้สึกว่า ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้คนที่ไม่ประสงค์ดีหลงเข้าใจว่ามีคนอยู่บ้านเป็นปกติ        7. สำหรับคนที่มีสวนและต้นไม้ คงจะหลีกเลี่ยงความกังวลที่ว่ากลัวสวนสวยจะพัง ต้นไม้จะเหี่ยวเฉาไปไม่ได้ การติดตั้งเครื่องรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาต้นไม้ขาดน้ำเมื่อเราไม่อยู่ได้ดีทีเดียว         8. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน ตัวช่วยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเรามีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านแล้ว การขอความช่วยเหลือให้เขาเป็นหูเป็นตาในระหว่างที่เราไม่อยู่บ้านก็ดูน่าจะไม่ใช่เรื่องยาก หรืออาจเข้าร่วมโครงการ "ฝากบ้านไว้กับตำรวจ" เพื่อเพิ่มความสบายใจขึ้
Home Guru
   + แปลงโฉมบ้านด้วยสีใหม่          สำหรับบ้านที่ทนแดด ทนฝน มาหลายฤดู สีก็ย่อมที่จะซีดจางหรือหลุดลอกออกมาบ้างเป็นเรื่องธรรมดา การทาสีใหม่ในช่วงอากาศร้อน แดดจัดๆ นี่แหล่ะ ดูจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด เพราะนอกจากจะมีแดดแล้ว ยังมีลมพัดเป็นระยะๆ ทำให้สีแห้งไวและฟิล์มสีที่ได้ก็เรียบเนียน สวยงามด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องเตรียมสำหรับภารกิจนี้ก็คือ สี แปรงทาสี และลูกกลิ้ง เริ่มที่การเตรียมพื้นผิวที่จะทาสีด้วยการทำความสะอาดพื้นผิว ขัดเบาๆ อย่าให้ปูนหลุดร่อนออกมา การล้างผนังแบบนี้จะเป็นการขจัดเศษฝุ่นผงต่างๆ ที่จะทำให้สีที่ทาใหม่ไม่ติดหรือติดไม่ดี ขั้นตอนต่อไปคือการทาสี จะมีทั้งการใช้แปรงทาสีและลูกกลิ้ง โดยแปรงทาสีจะเหมาะสำหรับการเตรียมพื้นผิวแบบหยาบๆ หรือผิวที่ไม่เรียบ ช่วยให้สีสัมผัสกับผิวผนังในซอกมุมต่างๆ ได้ดี ในทุกซอกมุม ส่วนลูกกลิ้งเหมาะสำหรับการทาในพื้นที่กว้าง ช่วยประหยัดเวลา เพราะสามารถทำได้เร็วกว่า สำหรับเทคนิคในการทาสีจะทาสีรองพื้นที่ผนังปูนให้ทั่ว 2 เที่ยว โดยต้องรอให้สีแห้งสนิทก่อนจึงจะทาสีเที่ยวต่อไปได้ จากนั้นก็ถึงเวลาของสีจริง โดยกลิ้งไปตามตามแนวดิ่งและแนวทะแยงสลับกันให้เต็มพื้นผิว หรือจะทาทั้งแนวตั้งและแนวนอน แบบเครื่องหมายบวกก็ได้ จะช่วยให้เนื้อสีกลบรอยต่างๆ ทาประมาณ 2 เที่ยว แล้วอย่าลืมเก็บรายละเอียดตรงขอบที่ต้องชนกับชายหลังคาและวงกบประตูด้วยด้วยสีน้ำมันโดยใช้แปรงทาสี เพื่อความสวยงาม นอกจากนี้ ควรป้องกันผนังชื้น อันเป็นสาเหตุทำให้ฟิล์มสีโป่งพองและลอกล่อน ด้วยการทำหลังคาหรือกันสาดยื่นยาวอย่างน้อย 1.20-1.50 เมตร เพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะโดนผนังบ้านโดยตรง        + ทาสีย้อมไม้ยืดอายุโครงสร้างไม้          หากบ้านใครเป็นบ้านไม้ มีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ระเบียงไม้ หรือพื้นไม้ อากาศแบบนี้แหล่ะเหมาะสมที่สุดในการทาสีย้อมไม้ และการลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ เพราะต้องใช้เวลาแห้งนานหลายชั่วโมง จึงจะทารอบใหม่ได้ สำหรับประตูหน้าต่าง และโครงสร้างไม้นอกบ้าน ที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกันมาตลอดทั้งปี สามารถแก้ไขได้ด้วยการขัดสีที่เสียหายออกให้ถึงเนื้อไม้ จากนั้นปรับผิวให้เรียบก่อนลงสีใหม่ ทาสีย้อมไม้จะต้องทา 2-3 ชั้น และแต่ละชั้น ควรทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 6 ชั่วโมง โดยสีที่เลือกใช้ควรเป็นสีน้ำมัน สีน้ำพลาสติกสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ หรือสีย้อมไม้ เพราะจะทนทานต่อน้ำและแสงแดดจ้ามากกว่าน้ำยาเคลือบผิวชนิดที่เป็นฟิล์มใส นอกจากนี้ ควรทาน้ำยากันปลวก มอด และแมลงกินไม้ให้ทั่วก่อนทาสีด้วย ไม่งั้น อาจถึงขั้นน้ำตาตกในได้ในภายหลัง ส่วนระเบียงไม้หรือพื้นทางเดินที่ต้องตากแดดตากฝนอยู่บ่อยๆ ควรทำการขัดผิวและทาด้วยสีย้อมพื้นระแนงไม้ หรือสีย้อมไม้สำหรับไม้นอกบ้าน ทุกๆ 3 ปี นอกจากนี้ หากใครมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ การขัดเคลือบผิวจะช่วยปกป้องเนื้อไม้ไม่ให้สูญเสียหรือดูดซับความชื้นมากเกินไป การยืด การหด ก็จะลดน้อยลง อาจทาแลคเกอร์เคลือบผิว เพื่อเพิ่มความเงางาม หรือจะใช้น้ำมันบำรุงรักษาผิว เช่น Teak Oil หรือ Oil Stain ที่เหมือนเป็นโลชั่นสำหรับไม้ก็ได้ แนะนำให้ทาเป็นระยะๆ ทุก 3 เดือน         + ตรวจเช็ครางน้ำฝน          ก่อนหน้าฝนจะมาเยือน ซึ่งก็อีกไม่กี่เดือน ลองขึ้นไปสำรวจตรวจดูรางน้ำฝนที่บ้านสักหน่อยดีมั้ย ว่ามีใบไม้หรือเศษกิ่งไม้อุดตันรางน้ำฝนอยู่หรือไม่ หากมี ควรกำจัดทิ้งเสีย เพื่อช่วยให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างคล่องตัว และควรหาตะแกรงมาปิดรางน้ำฝนเอาไว้ เพื่อป้องกันเศษใบไม้ตกลงมาสะสมอีก   + ขุดลอกบ่อพัก ท่อน้ำทิ้ง          เช่นเดียวกับการตรวจเช็ครางน้ำฝน บ่อพักและท่อน้ำทิ้งก็ควรทำการเช็คดูให้แน่ใจว่ามีวัสดุใดอุดตันอยู่หรือเปล่า ควรเปิดฝาออกเพื่อดูว่ามีเศษดิน เศษหิน หรือใบไม้ ทับถมอยู่ในนั้นหรือไม่ เพราะถ้าทับถมกันเป็นจำนวนมากจนทำให้บ่อตื้นเขิน เห็นท่าจะไม่ดีแน่ ควรทำการขุดลอก เพื่อกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทิ้งไป ก่อนหยาดฝนแรกจะร่วงหล่นลงมา   + ดูแลรักษารั้วบ้าน        รั้วบ้าน เป็นองค์ประกอบที่อยู่นอกบ้านซึ่งเสี่ยงต่อการเสียหายได้ง่าย จึงจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะรั้วเหล็ก เมื่อใช้ไปนานสักระยะ อาจเกิดสนิมขึ้นได้ ควรทำการขัดสนิมเก่าออกให้หมดแล้วทาสีใหม่ แต่ถ้าเป็นรั้วอัลลอยด์ ซึ่งจัดเป็นรั้วที่มีความคงทนสูงเนื่องจากไม่เป็นสนิม แต่สีอาจจะมีซีดบ้างตามกาลเวลา ก็ควรทำความสะอาดแล้วทาสีใหม่ ส่วนรั้วไม้ อาจถูกทำลายความแข็งแรงของโครงสร้างด้วยแมลงกินไม้หรือเป็นเพราะอายุการใช้งานของไม้เอง เมื่อพบว่าไม้ชิ้นไหนเกิดความเสียหาย ให้รีบทำการซ่อมแซมโดยด่วน หรือเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับรั้วปูนก็เช่นเดียวกัน หากพบการแตกร้าวของโครงสร้าง ซึ่งอาจจะมาจากการทรุดตัวของพื้นดิน หรือการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ควรรีบทำการแก้ไขหรือเรียกช่างผู้ชำนาญการมาตรวจสอบ 
Home Guru
                 1. ผ้าม่านกับบ้านเป็นของคู่กัน แถมยังเป็นตัวช่วยที่สามารถป้องกันแสงแดดและความร้อนเข้าสู่ภายในตัวบ้านได้ดีอีกด้วย หากใครที่กำลังมองหาผ้าม่านกันแสง ลองเลือกผ้าม่านแบบ Blackout ซึ่งเป็นผ้าหนาทึบแสง สามารถกันแสงได้ถึง 99% เลยทีเดียว เนื้อผ้าของผ้าม่านชนิดนี้จะมีส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์ กับสารป้องกันแสงแดดและความร้อน มักใช้เย็บซับด้านหลังผ้าม่านที่มีเนื้อบาง แต่ในปัจจุบันมีแบบผ้าม่านที่มีแบล็คเอ้าท์ในตัว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผ้าม่านในโทนเย็น สีอ่อน จะช่วยให้บ้านดูโปร่งสบายตา ให้ความรู้สึกเย็น และช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานไม่หนักด้วย          2. สำหรับบ้านหรือคอนโดที่มีประตูหรือหน้าต่างที่ทำมาจากกระจก เป็นต้องหนักใจไม่น้อยเมื่อหน้าร้อนมาเยือน เพราะแสงและความร้อนจากภายนอกจะส่องลอดผ่านประตูหรือหน้าต่างที่เป็นกระจกเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีจนน่าตกใจ การเลือกวิธีติดฟิล์มกรองแสง ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีไม่น้อย ซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ในท้องตลาด หากต้องการประสิทธิภาพในด้านการลดความร้อนที่ดี ขอแนะนำให้เน้นไปที่ฟิล์มกรองแสงแบบเคลือบละอองโลหะหรือเคลือบอนุภาคโลหะ เพราะจะสามารถสะท้อนพลังงานความร้อนได้ดี ช่วยลดแสงจ้า และป้องกันรังสี UV ทำให้ภายในห้องเย็น ช่วยถนอมเครื่องปรับอากาศ และชะลอความซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านได้อย่างน่าทึ่ง        3. หากใครต้องการสร้างความเย็นภายในบ้าน ควรเลือกใช้สีสะท้อนความร้อน ซึ่งเป็นสีที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Ceramic Coating โดยเม็ดเซรามิคนี้จะไม่ดูดซับความร้อน สะท้อนไม่ให้ความร้อนผ่านเข้าไป และสะท้อนแสงออกได้มากกว่า 90% สีที่มีส่วนผสมของ Ceramic Coating นี้เมื่อนำมาทาลงไปที่ผนังบ้านหรือหลังคา จะสามารถช่วยลดความร้อนที่ส่องทะลุเข้ามาในตัวบ้านได้ ช่วยป้องกันรังสี UV ได้เป็นอย่างดี และช่วยลดอุณหภูมิภายในตัวบ้านได้อย่างดีเยี่ยม        4. เทคนิคใช้หลังคาสีขาวช่วยลดอุณหภูมิ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้กันเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลังคาสีขาวสามารถสะท้อนแสงได้มากกว่าหลังคาสีเข้ม ทำให้บ้านที่มีหลังคาสีอ่อนมีอุณหภูมิภายในต่ำกว่าบ้านที่มีหลังคาสีเข้มซึ่งดูดความร้อนเข้ามาได้มากกว่า โดยหลังคาสีขาวสามารถลดอุณหภูมิในตัวบ้านได้มากถึง 5-10 องศาเซลเซียส หากไม่ต้องการรื้อเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมด อาจใช้เทคนิคทาสีหลังคาบ้านให้เป็นสีขาว ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 25% เลยทีเดียว        5. ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนใต้หลังคา จะช่วยสะท้อนรังสีจากแสงแดดที่มาจากหลังคาได้มากถึง 95% รวมถึงช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้ามาสะสมในโถงหลังคามากจนเกินไป สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนให้สูงขึ้น ด้วยการติดฉนวนกันความร้อนควบคู่ไปด้วย จะช่วยป้องกันมวลอากาศร้อนที่เหลืออยู่ไม่ให้ไหลลงสู่ตัวบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบาย คลายร้อนได้ตลอดวัน            6. ติดตั้งระบบพ่นฝอยละอองน้ำหลังคา เพื่อลดอุณหภูมิหลังคา ทำให้ภายในบ้านเย็นขึ้น        7. ทาสีบ้านและผนังบ้าน โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ซึ่งเป็นด้านที่ถูกแสงแดดส่องนานเป็นพิเศษ ด้วยสีอ่อน โทนเย็น เช่น สีฟ้า สีเขียว เนื่องจากสีเข้ม โทนร้อนจะดูด สะสมความร้อน ทำให้บ้านร้อนตามไปด้วย นอกจากนี้ การใช้สีโทนเย็นทาภายในบ้าน ยังช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น แถมยังเพิ่มความรู้สึกเย็นสบายได้ดีไม่เบา        8. อีกหนึ่งทางเลือกใหม่ดับร้อนที่ง่ายไม่ยุ่งยาก ก็คือการเลือกใช้พัดลมไอเย็น ซึ่งทำงานผ่านระบบ Evaporative Cooling Systems คือการดึงความร้อนจากอากาศเข้ามาผ่านแผ่นทำความเย็น ทำให้น้ำระเหย เหลือไว้เพียงไอเย็นส่งผ่านออกมา ทำให้พื้นที่โดยรอบรู้สึกเย็นสดชื่น ไม่มีความชื้นในอากาศ เหมาะสำหรับใช้เพิ่มความเย็นภายในบ้านที่พักอาศัยได้รวดเร็วทันใจ 
Home Inspire
  1. ความโดดเด่นของการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย และการจัดองค์ประกอบธรรมชาติที่เงียบสงบและลงตัว เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศภายในห้องน้ำให้สว่างด้วยแสงธรรมชาติจากภายนอก หน้าต่างกระจกใสจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการตกแต่งสไตล์นี้ เพราะนอกจากจะให้แสงภายนอกเข้ามาได้แล้ว ยังเผยให้เห็นวิวสวยๆ อีกด้วย ช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ อาจติดมู่ลี่ไม้หรือหน้าต่างไม้เพื่อเพิ่มความส่วนตัว 2. สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับห้องน้ำสไตล์ญี่ปุ่น ก็คือ อ่างแช่ตัว เนื่องจากวัฒนธรรมของชาวแดนปลาดิบที่ชอบแช่น้ำแร่ น้ำพุร้อน หรือแช่ออนเซ็นตามบ่อน้ำสาธารณะ อ่างแช่ตัว จึงขาดไม่ได้สำหรับห้องน้ำแนวนี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย แต่ถ้าจะให้เข้ากับกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นล่ะก็ ขอแนะนำให้เลือกอ่างแช่น้ำอุ่นออนเซ็นในโทนสีขาวสะอาดตา หรือแบบที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อย่างไม้หรือหิน ก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูผ่อนคลายได้ไม่เบา 3. ในส่วนของพื้นห้องน้ำ ควรเลือกพื้นที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติอย่างพื้นไม้ระแนง หรือหากเป็นพื้นกระเบื้อง ก็ให้เน้นไปที่มีลวดลายคล้ายเนื้อไม้ อาจเพิ่มสีสันขึ้นอีกนิดด้วยกระเบื้องหินที่ให้กลิ่นอายของแดนอาทิตย์อุทัย อย่างเช่นลวดลายของดอกซากุระ ในโทนสีแดง ขาว ซึ่งตอนนี้ ก็มีให้เลือกช้อปฯ กันตามชอบที่โฮมโปรทุกสาขา ก็ยิ่งช่วยให้ห้องน้ำของคุณดูอบอุ่น ผ่อนคลาย และแฝงไว้ด้วยความชิคตามสไตล์เจแปนแดนปลาดิบกันได้แล้ว   4. อีกหนึ่งของตกแต่งที่ช่วยเสริมอารมณ์ให้มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นก็คือ ก้อนหิน เพียงเอาก้อนหินขนาดพอเหมาะนำมาวางเรียงตกแต่ง หรือจะใช้กระเบื้องหินมาช่วยเสริม ง่ายๆ แค่นี้ก็สื่อถึงความเงียบสงบตามวิถีเซนแล้ว         
Home Guru
สีเขียว แสงสีเขียว นับเป็นสีที่เด่นที่สุดบนโลก เราจะเห็นได้จากสีของต้นไม้และผักผลไม้ พลังของสีเขียวนี้จะให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย และปลอดภัย ช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกายและจิตใจได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้ประสาทตาผ่อนคลายและความดันโลหิตลดลงด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเรื่องให้ต้องขบคิดอยู่บ่อยๆ เกิดความเครียดสะสมได้ง่าย การหันมาตกแต่งห้องน้ำด้วยโทนสีเขียวนี้ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งไอเดีย ในการช่วยให้ระบบประสาทได้ผ่อนคลาย รับรองหายเหนื่อยล้าได้เป็นปลิดทิ้ง     สีน้ำตาล จัดเป็นสีตัวแทนของพื้นโลก ให้ความรู้สึกถึงการถูกปกป้อง มั่นคง และปลอดภัย สีน้ำตาลจัดเป็นสีที่เกี่ยวข้องกับการเติมเต็มความรู้สึก จึงเหมาะสำหรับนำมาใช้บำบัดให้คลายจากความเศร้าโศก หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง การเลือกใช้โทนสีนี้มาตกแต่งห้องน้ำ จะช่วยคลายความรู้สึกหม่นหมอง คับอกคับใจ ได้ดีทีเดียว        MOYA สุขภัณฑ์ One Piece รุ่น JX-841 3/6L ขาว   สีน้ำเงิน สีแห่งความสุขุม เยือกเย็น หนักแน่น และละเอียดรอบคอบ ดังนั้น พลังของสีน้ำเงินนี้ จะส่งผลให้ระบบหายใจเกิดความสมดุลและแข็งแรงขึ้น เหมาะสำหรับคนขี้เหงา ที่ต้องการกำลังใจ นอกจากนี้ ยังเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแสดงออกทางศิลปะได้ดี เหมาะสำหรับคนหมดไฟ และกำลังมองหาแรงบันดาลใจเป็นที่สุด   ภาพนี้ประกอบด้วย MOYA กระจกตกแต่ง รุ่น PS-HP07 60x88 ซม. MOYA อ่างเคาน์เตอร์ รุ่น VC-1465 ขาว KARAT Faucet ก๊อกกอ่างล้างหน้าเดี่ยว รุ่น SW10-50   สีส้ม หากเอ่ยถึงความคิดสร้างสรรค์ สีที่เป็นตัวแทนสิ่งนี้คงจะหนีไม่พ้น สีส้ม นอกจากนี้ มันยังเป็นสีที่แสดงออกถึงความสดใส ความมีสติปัญญา และความทะเยอทะยาน สำหรับในแง่ของศาสตร์การรักษาสีบำบัด พลังของสีส้มจะช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืดและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ แต่ถ้าหากเอ่ยถึงในแง่ของจิตวิทยา สีส้ม จะช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้ดีทีเดียว  หากใครที่กำลังท้อแท้ หมดหวัง หรือห่อเหี่ยวใจ ลองหันมาตกแต่งห้องน้ำในโทนสีส้มดูสิ มันจะช่วยเรียกคืนความสดใส ให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ดีไม่เบาเชียวล่ะ         ภาพนี้ประกอบด้วย MOYA กระจกตกแต่ง รุ่น PS-HP12 60x90 ซม. ทอง MOYA อ่างเคาน์เตอร์ รุ่น VC-1323 ขาว HAFELE ก๊อกกอ่างล้างหน้าผสม รุ่น 556.44.270   สีแดง นับเป็นโทนสีร้อนอีกสีหนึ่งที่ให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และตื่นตัว สีแดงจัดเป็นสีที่มีพลังมาก สามารถกระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุด จึงเหมาะสำหรับใช้ตกแต่งห้องน้ำเพื่อเรียกความกระตือรือร้น สร้างความมีชีวิตชีวาให้กลับคืนมา หากใครที่รู้สึกหมดพลังในการใช้ชีวิต ลองตกแต่งห้องน้ำด้วยโทนสีแดงดูสิ อาจจะเป็นสีแดงตัดกับสีพื้นก็ได้ จะช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้รู้สึกเข้มแข็งขึ้น พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ในวันต่อๆ ไป