Home Guru
ประเภทของที่นอน ให้การนอนที่สบายต่างกัน  ที่นอนสปริงระบบเครือข่าย (Posture Springing System)  มีความยืดหยุ่นในการรองรับน้ำหนักและการเคลื่อนไหวของร่างกายขณะหลับ ระบบสปริงช่วยให้น้ำหนักกระจายไปทั่วที่นอนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยระบบเครือข่ายสปริง โพสเจอร์ สปริงกิ้ง ซิสเต็ม ที่เกี่ยวโยงเป็นเส้นเดียวกันตลอดความยาวของที่นอน ยิ่งจำนวนสปริงมาก การรองรับน้ำหนักยิ่งมีประสิทธิภาพ ​   ที่นอนระบบพ็อกเก็ตเต็ทสปริง (Individual Pocketed Spring System) ลดการสั่นสะเทือนเมื่อมีการขยับตัวขณะหลับ เพราะสปริงแต่ละตัวถูกบรรจะในซองแยกชิ้นสปริงแต่ละตัวจึงสามารถรองรับการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ ช่วยให้การเคลื่อนไหวในด้านหนึ่งของที่นอนจะไม่รบกวนการนอนของคนข้างๆ มีการกระจายน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วทุกการเคลื่อนไหวในยามหลับ ​   ที่นอนแบบเมมโมรีโฟมหรือเสริมเมมโมรีโฟม ด้วยคุณสมบัติที่คืนตัวได้อย่างรวดเร็วและรองรับแรงกดทับได้ดีเยี่ยม  จึงช่วยโอบรับสรีระตามการเคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวล เหมาะสำหรับคนที่ชอบที่นอนนุ่มๆ จะถูกใจที่นอนประเภทนี้เป็นพิเศษ ​   ที่นอนยางพารา หรือเสริมยางพารา ให้ความยืดหยุ่นได้ดี ทนทาน ไม่ยุบตัว สามารถเลือกได้หลายระดับความนุ่ม ตั้งแต่นุ่ม มากจนถึงแน่นมาก แต่ที่นอนยางพาราจะมีน้ำหนักมาก พับหรืองอได้โดยไม่เสียรูปทรง เป็นอีกตัวเลือกของคนเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะที่นอนยางพาราเป็นวัสดุธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและไรฝุ่น การดูแลรักษาที่นอนยางพาราไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรงเพราะยางจะเสื่อมสภาพ  ​   ที่นอนฟองน้ำอัดหรือโฟมอัด เป็นที่นอนที่ค่อนข้างแน่น จากการนำเศษโฟมมาบดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วอัดให้เป็นก้อนและเสริมด้วยวัสดุอื่นๆ ในชั้นบน เช่นพียูโฟมหรือยางพาราเพื่อให้สัมผัสมีความนุ่มนวล เหมาะกับคนที่ชอบที่นอนค่อนข้างแข็ง ก่อนตัดสินใจเลือกที่นอนต้องได้ทดสอบ       เพราะที่นอนหนึ่งหลังจะอยู่กับเราไปอีกยาวนานถึง 10-15 ปี  การเลือกที่นอนที่ดีที่สุด คือการได้ทดลองนอน ย้ำว่าทดลองนอน คือต้องลองนอนแบบเต็มตัว บนที่นอนแบบที่เราคิดว่าเหมาะ หรือเปรียบเทียบแต่ละประเภทจนพอใจ แบบไม่รีบร้อน ลองนอนพลิกไปมาหลายๆ ครั้ง หากนอนเป็นคู่ก็ต้องทดลองพร้อมกัน การเลือกที่นอนต้องใจเย็น ไม่เขินอายที่จะทดลองนอน เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้การนอนที่ผ่อนคลายและหลับได้อย่างเต็มตื่น       ก่อนตัดสินใจเลือกที่นอนที่ถูกใจ ก็ต้องไม่ลืมที่จะเปรียบเทียบราคา คุณสมบัติของหลายๆ รุ่น หลายๆ แบรนด์ ว่าเป็นผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ มีบริการหลังการขาย การรับประกันที่ดี  ควรเลือกแบรนด์ที่มีพนักงานขายที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ดี  สนับสนุนข้อมูลโดย ที่นอนสลัมเบอร์แลนด์ slumberlandthailand 
Home Guru
ก่อนเลือกโทนสี คุณควรจะ...     - ค้นหาแรงบันดาลใจ สร้าง Mood Board จากรูปภาพในแบบที่ชอบ สีที่ชอบ นำมาจับคู่เปรียบเทียบว่าสีใดที่ถูกใจเรามากที่สุด      - สำรวจโทนสีของเฟอร์นิเจอร์ท่ีมีอยู่เดิมว่าเข้ากับสีที่เราเลือกหรือไม่ และยังต้องเป็นสีที่เราชอบอยู่      - เลือกเฉดสี เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องนอนให้ดูอบอุ่น ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัว       - ตรวจสอบว่าห้องมีแสงเข้ามากน้อย เพื่อให้เลือกสีได้เหมาะและไม่ผิดเพี้ยนเมื่อเวลาโดนแสงแดด       สไตล์เหมาะกับห้องนอนของคุณ... นอนหลับอุ่นสบาย กับสีส้มคอปเปอร์ สีส้มคอปเปอร์ : สีสันจากโทนสีของดินเหนียวที่ให้สีระหว่างสีของดินเผากับสีชมพูเอิร์ธโทน ซึ่งกลุ่มสีนี้จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่น เทคนิคการใช้สีส้มคอปเปอร์กับสีเทา : นำสีส้มคอปเปอร์นี้จับคู่กับสีกลางโทนเย็นได้หลากหลายสี เช่น สีเทาเข้ม หรือสีเทาอ่อนก็จะให้ลุคการตกแต่งดูคอนทราสต์และนุ่มนวล ซึ่งสีส้มคอปเปอร์จะสร้างบรรยากาศให้ห้องนอนสงบสบาย จากนั้นเติมบรรยากาศให้สมบรูณ์ด้วยชุดเครื่องนอนในโทนสีกลางที่ชอบก็จะได้ห้องนอนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและน่านอน สวยหวานด้วยลวดลายและศิลปะ สีม่วงไลแล็คกับสีครีม หรือสีเทาชาร์โคลกับสีส้ม : สร้างสีสันแนวธรรมชาติให้ห้องดูสบายตา ด้วยสีของดอกไม้และสร้างจุดดึงดูดความสนใจด้วยลวดลายธรรมชาติและลายฉลุจากดอกไม้ เพื่อเปลี่ยนผนังที่มีเพียงสีสันให้มีลวดลายและได้บรรยกาศห้องที่เปลี่ยนไป  เทคนิคการการสร้างลวดลาย : ใช้กระดาษลอกลายหรือกระดาษฉลุสร้างลวดลายลงบนผนัง โดยหาลายที่ชอบจากลายผ้าหรือวอลล์เปเปอร์ โดยใช้โทนสีของสีม่วงไลแล็คสลับกับสีครีม เท่านี้ก็ได้ห้องนอนที่มีโทนสีที่สบายตาพร้อมกับลวดลายที่ไม่จำเจ  ทันสมัยและดูโรแมนติก สีขาวไข่มุกับโทนสีเทาและแอปพริคอต : เป็นสีกลางโทนอบอุ่น ที่ให้บรรยากาศผ่อนคลายและต้อนรับ สำหรับการตกแต่งด้วยกลุ่มสีนี้สามารถเลือกใช้ได้ตั้งแต่สีเทาหินไปจนถึงเทาชาร์โคล เพื่อให้ได้ห้องที่ดูทันสมัยและมีความโรแมนติก  เทคนิคการสร้างความโรแมนติก : เมื่อได้โทนสีที่ถูกใจแล้วสามารถเลือกผ้าเนื้อบางเบามาใช้ในการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศเสริมอีกแรง เช่น ผ้าม่านเนื้อบางเบา ชวนฝัน เมื่อการเคลื่อนไหวของผ้าเนื้อบางที่สามารถมองเห็นทะลุสีสัน จะทำให้ห้องนอนได้  ลุคที่ดูโรแมนติกได้อย่างง่ายดาย สงบผ่อนคลายและแสนสบาย สีขาวและโทนสีกลาง : กลุ่มสีนี้คือการเลือกใช้สีให้น้อยที่สุด คุมโทนที่ขาวถึงเทาเพื่อรักษาบรรยากาศความเงียบสงบ แต่สร้างความต่างให้ห้องดูมีมิติด้วยของตกแต่งในโทนสีกลาง ให้ได้ผิวสัมผัสที่แตกต่าง อย่างหมอนอิงและลวดลาย เทคนิคการใช้สีโทนเดียวให้เกิดความเด่น :  นำเฉดสีเดียวกันที่ต่างกันเล็กน้อยมาสร้างความเด่น บนบัวเชิงผนังด้วยสีขาวสว่าง และตกแต่งลายทางเล็กๆ ในโทนสีกลางที่เข้มขึ้น บนผนังสีขาวหม่น จะยิ่งช่วยดึงดูดสายตาแลเพิ่มความโดดเด่นให้กับผนังได้เป็นอย่างดี หรือสร้างผิวสัมผัสที่แตกต่างด้วยการใช้แผ่นไม้ปูพื้นและทาสีขาว ประกอบกับผ้าม่านขาวเท่านี้ก็ได้ลุคโทนสีกลางที่ผ่อนคลาย     สนับสนุนข้อมูลโดย AkzoNobel Paints (Thailand)
Home Guru
  วอลล์เปเปอร์ชนิดไหนเหมาะกับผนังบ้านของเรา   วอลล์เปเปอร์ไวนิล Vinyl wallpaper : สีสันและผิวสัมผัส เหมาะกับการใช้งานบนผนังทุกพื้นที่ ทนต่อแรงขูดขีด และง่ายต่อการดูแลรักษา เพียงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด ไม่อมฝุ่น ไม่ซึมน้ำ รื้อออกง่ายเมื่อต้องการเปลี่ยน   วอลล์เปเปอร์ผิวโฟม : ให้สัมผัสนุ่ม เพราะมีความหนาของเนื้อโฟม ช่วยเรื่องซับเสียง เหมาะกับการตกแต่งฝ้า เพดาน ช่วยปกปิดรอยต่อของฝ้า รอยฉาบต่างๆ ได้   วอลล์เปเปอร์ผ้า : ให้สัมผัสของเนื้อผ้าแท้ ไม่ฉีกขาดง่าย มักใช้กับการตกแต่งที่เน้นรายละเอียดความหรูหรา เน้นความละเอียดของลวดลาย ห้ามโดนน้ำ   วอลล์เปเปอร์กระดาษ : นิยมใช้กับการตกแต่งห้องเด็ก เพราะมีความปลอดภัยมากกว่าชนิดไวนิลและโฟม   วอลล์เปเปอร์แบบนอน วู เว่น : ติดตั้งง่าย ทนกว่ากระดาษเพราะมีการผสมเยื่อไม้ธรรมชาติกับเส้นใยเซลลูโลส ฉีกขาดยาก ระบายความชื้นได้ดี ลอกเปลี่ยนลายได้ง่ายเมื่อต้องการ คำนวณหาพื้นที่กำหนดปริมาณวอลล์เปเปอร์      คิดคำนวณพื้นที่และปริมาณการใช้วอลล์เปเปอร์เราก็ทำเองได้ ช่วยให้เราสามารถคำนวณเรื่องงบประมาณไปได้พร้อมกัน โดยใช้หน่วยการวัดเป็นเมตร (ผนัง 4 ด้าน x ความสูง)  หารด้วย 5 ตารางเมตร (ความยาวของวอลล์เปเปอร์ 1 ม้วน) = จำนวนวอลล์เปเปอร์ที่ต้องการ   โทนสีไหนที่เหมาะกับเรา      ใช้กฎ 60-30-10 ในการทาสีห้องมาเป็นตัวช่วยในการจับคู่วอลล์เปเปอร์และผ้าม่านให้ลงตัว ในพื้นที่ 100 ของห้อง โดยใช้หลักการแบ่งเดียวกันในแต่ละสัดส่วน แล้วเปลี่ยนจากสีเป็นวอลล์เปเปอร์หรือผ้าม่านแทน โดยให้ 60% เป็นสีหลัก 30% เป็นสีรอง 10% เป็นสีไฮไลท์        เมื่อกำหนดโทนสีโดยรวม และพื้นที่ของท้ังวอลลเปเปอร์และผ้าม่านได้แล้วก็ต้องมาลงรายละเอียดของผ้าม่านในแต่ละจุดว่าผ้าม่านแบบใดเหมาะกับห้องของเรา ว่าจะเป็นผ้าม่านแบบกรองแสงหรือกันแสง เพื่อการเลือกเนื้อผ้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน   เลือกสีของผ้าม่านอย่างไรให้เข้ากับวอลล์เปเปอร์      ควรเลือกสีของผ้าม่านให้อยู่ในโทนเดียวกับสีของวอลล์เปเปอร์ เพื่อให้บรรยากาศโดยรวมของห้องเป็นไปในโทนเดียวกัน จากนั้นจึงเลือกลวดลายของผ้าม่านให้สอดคล้องไปกับลวดลายของวอลล์เปเปอร์ เช่น วอลล์เปเปอร์เป็นสีพื้น ก็สามารถเลือกใช้ผ้าม่านที่มีลวดลายได้หลากหลาย แต่หากวอลล์เปเปอร์มีลวดลายอยู่แล้ว ควรเลือกผ้าม่านที่มีลวดลายต่างขนาด หรือมีลวดลายน้อยลง หรือให้มีความเด่นที่ลักษณะของเนื้อผ้า เพื่อไม่ให้ลวดลายของแต่ละส่วนแข่งกันเด่น   ผ้าม่านสำหรับแต่ละห้อง ห้องรับแขก, ห้องนั่งเล่น : ควรเลือกผ้าม่านที่ให้ความโปร่งสบาย โทนสีสดใสในกลุ่มสีโทนเย็นเพื่อให้ความรู้สึกสบายตาและเป็นมิตร                   ห้องนอน : ควรเลือกม่านที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กันแสงได้ดี ควรเลือกโทนสีเย็น เพื่อให้ความรุ้สึกสบายตาและห้องดูกว้างขึ้น ชนิดของผ้าควรเป็นผ้าที่กันไรฝุ่น                   ห้องครัว : ควรใช้มู่ลี่ในส่วนครัวมากกว่า เพราะวัสดุจะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่า และสามารถปรับระดับการรับแสงได้ ควรเลือกใช้สีที่สบายตา กระตุ้นความอยากอาหารได้                   ห้องน้ำ : เป็นอีกห้อง ที่เหมาะกับการใช้มู่ลี่ ที่ทนน้ำ ไม่สร้างกลิ่นอับ ทำความสะอาดง่าย ควรเลือกใช้โทนสีเย็นเพื่อให้รู้สึกสบายตาและสะอาด
Home Guru
มาเริ่มตรวจสอบปัญหาร้าว รั่ว ซึม กับ 3 จุดสำคัญของบ้านกันเลย  1. ผนังอาคาร  ดาดฟ้า เส้นยาวขยุกขยุยเป็นลายแทง แตกลายงาตามผนังอาคารหรือดาดฟ้า ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป อาจไม่ได้ถูกใส่ใจ  ซึ่งรอยร้าวมักเกิดที่บริเวณผนังข้างอาคาร จะเห็นเป็นรอยแตกลายงากับอาคารที่มีอายุมาก รอยร้าวบนพื้นดาดฟ้า และรอยแยกของกำแพงกับพื้นดาดฟ้าทำให้เกิดช่องว่างน้ำซึมเข้าอาคารได้  การจัดการกับรอยร้าวในเบื้องต้น - หาสาเหตุของรอยร้าว ว่าเป็นรอยร้าวอันตรายหรือไม่ ถ้าเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่จะกว้างพอให้เอาไส้ดินสอแหย่ลงไปได้ เข้าขั้นอันตรายที่ต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมแซม - ทำความสะอาดบริเวณรอยร้าวหรือรอยแตกลายงาให้สะอาดแล้วทากันซึมประเภทอะคริลิค หรือ โพลียูรีเทน อย่างน้อย 2 รอบ หากรอยแตกร้าวมีความกว้างมากกว่า 1 ซม. แนะนำให้ใช้โพลียูรีเทน จะดีกว่าอะคริลิคกันซึม  - สำหรับรอยร้าวบนดาดฟ้า ให้ทาพื้นที่มีรอยร้าวด้วยอะคริลิคกันซึมโดยทาให้ถึงผนังด้านข้างหรือกำแพงสูงประมาณ 5-10 ซม.เพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าทางผนังและกำแพง จากนั้นค่อยทาสีทับให้สวยงาม  2. หลังคา ฝ้าเพดาน  เมื่อพูดถึงอาการรั่ว น้ำหยดลงฝ้า น้ำไหลเข้าบ้าน ประเด็นที่เกิดปัญหาก็หนีไม่พ้นหลังคากระเบื้องที่ใช้งานมายาวนาน เกิดการเสื่อมโทรมได้ตามสภาพ อาจเกิดได้จากรอยรั่วตามแนวตะปูที่ยึดกระเบื้องกับโครงหลังคาเพราะลูกยางรองตะปูหมดอายุ รอยรั่วยังเกิดขึ้นได้ตรงบริเวณที่หลังคาชนกับผนังอาคารทำให้เกิดช่องว่าง รวมทั้งรอยรั่วบริเวณปูนปั้นครอบสันหลังคา       การจัดการกับรอยรั่วในเบื้องต้น  - ตรวจสอบรอยรั่วบนหลังคาให้ทั่ว แล้วทำเครื่องหมายไว้บนแผ่นกระเบื้อง - ใช้อะคริลิคกันซึมทาบริเวณที่มีรอยแตก อย่างตรงหัวตะปู หรือสันครอบหลังคา รวมถึงจุดที่มีโอกาสเกิดการรั่ว อย่างน้อย 2 รอบ และเน้นการทาให้หนาขึ้นตรงส่วนที่กระเบื้องชนกับผนังอาคาร  3. พื้นบ้านมีน้ำซึม ปัญหาน้ำซึมมีจากหลายสาเหตุ ท้ังจากโครงสร้างที่แตกร้าวอยู่เดิม จากแรงดันน้ำใต้ดิน หรือจากการปูพื้นสำเร็จรูปไม่ยึดติดกับคาน และสุดท้ายเป็นรูที่เกิดจากการเจาะรูที่พื้นเพื่อฉีดน้ำยากำจัดปลวก การจัดการรอยน้ำซึมเบื้องต้น  - ถ้ารอยน้ำซึมเกิดจากโครงสร้างพื้นที่แตกร้าว ให้สกัดพื้นออกให้เป็นร่องใช้กาวคอนกรีตอุดให้ครอบคลุมแนวแตกร้าวแล้วปูพื้นให้เหมือนเดิม  - พื้นสำเร็จรูปที่ไม่มีการยึดกับคานทำให้เกิดช่องว่าง ให้ใช้ซิลิโคนอุดตรงรอยรั่ว เพื่อมิให้มีน้ำซึมขึ้นมา  - สุดท้ายรูจากการเจาะเพื่อฉีดน้ำยากำจัดปลวก รูในลักษณะนี้ทำให้น้ำซึมเข้าบ้านได้อย่างไม่รู้ตัว แก้ไขได้โดยการอุดรูด้วยไม้แล้วอุดทับด้วยซิลิโคน 
Home Guru
เหตุผลที่เราต้องติดรางน้ำฝน...เพื่อ 1. ป้องกันปัญหาน้ำตกลงสวนและบ่อปลา  2. ป้องกันความบาดหมางจากน้ำฝนกระเด็นโดนเพื่อนบ้าน 3. ป้องกันประตูหน้าต่างจากฝนสาด ทำให้หน้าต่าง ประตูบวม  4. ป้องกันน้ำฝนจากหลังคาสาดเข้าสู่ผนังบ้าน ทำให้มีปัญหาคราบน้ำและเชื้อรา 5. ป้องกันปัญหาบ้านทรุดจากน้ำฝนท่วมขังกัดเซาะหน้าดิน  รางน้ำฝนยุคใหม่  สวย ทน ประหยัด      วัสดุสำหรับรางน้ำฝน มีทั้ง ไฟเบอร์กลาส เหล็ก สแตนเลส สังกะสี แต่ที่กำลังเป็นที่นิยมคงต้องยกให้ วัสดุอย่างไวนิล ซึ่งเป็นโพลิเมอร์สังเคราะห์ ที่มีความทนทาน ไม่ลามไฟ เป็นวัสดุทดแทนธรรมชาติเหมาะกับการใช้งาน outdoor ทนแสงแดดและฝนกรด มีรูปแบบที่สามารถเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ ไม่มีรอยเชื่อมต่อ ตะขอแขวนรางถูกเก็บเรียบร้อย และสามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว ป้องกันน้ำฝนไหลย้อนกลับ ซึ่งการเลือกรางน้ำฝนก็ควรจะเลือกวัสดุที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี มีรูปร่างของรางน้ำเป็นรูป ป.ปลา ด้านหลังสั้นกว่าด้านหน้า เพราะถ้าตื้นเกินไปจะเกิดน้ำล้นไหลย้อนเข้าเชิงชายและฝ้าเพดานได้ เปรียบเทียบความคุ้มค่าของรางน้ำฝนแต่ละแบบ วิธีคำนวณขนาดรางน้ำฝน ถ้าอยากรู้ว่าขนาดของรางน้ำฝนที่ต้องติดเข้ากับหลังคานั้นควรมีขนาดเท่าไร ก็เพียงเอาพื้นที่ทั้งหมดของหลังคาตั้งแล้วหารด้วย 150 ก็จะได้ขนาดของรางน้ำฝนที่พอดีกับขนาดของหลังคาบ้าน  รางน้ำฝนก็ต้องดูแล เมื่อหมดฝน       หลังผ่านพ้นฤดูฝนก็ควรทำความสะอาดรางน้ำฝน อย่าให้มีใบไม้ไปอุดตัน เพราะเมื่อฝนตกหนักน้ำอาจไหลย้อนเข้าบ้านได้ ล้างท่อระบายน้ำฝนเพื่อขจัดคราบสกปรกทั่วไปด้วยน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามลำดับความเข้มข้นของคราบสกปรก  หากเป็นคราบติดแน่นอาจใช้สก๊อตไบรท์ช่วยขัดเบาๆ ทำความสะอาดคราบฝังแน่นให้หลุดออก  *ห้ามใช้ทินเนอร์ในการทำความสะอาด เพราะจะทำสีของรางน้ำฝนเป็นสีด่างได้           อย่าลืมตรวจเช็ครอยรั่ว รอยแตกร้าวของหลังคาและตามข้อต่อของรางน้ำฝนที่มีผลต่อการรับปริมาณน้ำ เพื่อให้สามารถปรับปรุงซ่อมแซมได้ทันก่อนฤดูฝนใหม่จะมาถึง   
Home Guru
รูปแบบของแท็งค์น้ำ แท็งค์น้ำมีด้วยกันหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน สถานที่ติดตั้ง ขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละบ้าน รวมถึงงบประมาณที่พอเหมาะพอควร             Stainless Steel Tank  ถังเก็บน้ำแบบสแตนเลส ทนแดด ทนฝน นำ้หนักน้อย ไม่เป็นสนิม ไม่เกิดกลิ่นเมื่อเก็บน้ำเป็นเวลานานติดตั้งและทำความสะอาดง่าย มีท่อระบายตะกอนที่ก้นแท็งค์             ข้อควรระวัง ควรระวังเรื่องรอยเชื่อมต่ออาจเกิดการรั่วซึมและเป็นสนิมได้ ไม่เหมาะกับการบรรจุน้ำกร่อย น้ำทะเล                         FiberGlass Tank ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส เหมาะกับระบบอุตสาหกรรม ติดตั้งได้ทั้งแบบบนดินและฝังดิน ไม่เป็นสนิม ซึ่งเป็นถังที่ไม่ควรเก็บน้ำดื่ม             ข้อควรระวัง ในการใช้งานระยะยาวใยไฟเบอร์กลาสอาจเสื่อมและหลุดออกมาปนเปื้อนในน้ำทำให้มีกลิ่นเหม็น ทำความสะอาดยาก และมีน้ำหนักมากเคลื่อนย้ายลำบาก               Polymer ELIXIR Tank ถังเก็บน้ำโพลีเมอร์ ทนต่อแสงอัลตราไวโอเลต ไม่แตกกรอบง่าย ทึบแสงไม่เป็นตะไคร่ เหมาะที่จะใช้เพื่อเป็นถังเก็บน้ำโดยเฉพาะ มีรูปทรงและสีสันสวยงามเหมาะกับบ้านยุคใหม่ทุกสไตล์             ข้อควรระวัง ล้างตะกอนยาก เพราะท่อระบายน้ำอยู่ด้านข้างของถัง ต้องระวังเรื่องข้อต่อต่างๆ อาจหลุดออกจากกันได้ง่าย ตัวถังมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายและติดตั้งยาก               PE Tank ถังเก็บน้ำพลาสติก ทนการกัดกร่อนของกรดและสารเคมีบางชนิดได้ ไม่มีรอยต่อ ไม่เป็นสนิม มีทั้งแบบบนดินและฝังดิน ซึ่งถ้าเป็นพลาสติกเกรดดีๆ ก็สามารถบรรจุน้ำดื่มได้             ข้อควรระวัง  อาจมีเมือกลื่นเกาะในถัง ทำความสะอาดยาก เคลื่อนย้ายไม่สะดวก มีกลิ่นเหม็นของเนื้อพลาสติกเสื่อมสภาพปะปนกับน้ำ เมื่อตากแดดนานๆ   แท็งค์ขนาดไหนที่เหมาะกับครอบครัวเรา             โดยเฉลี่ยแล้ว หนึ่งคนจะใช้น้ำอยู่ที่ 200 ลิตร/วัน/คน ซึ่งน้ันก็หมายความว่าขนาดถังเก็บน้ำสำรองก็ควรจะคิดจากปริมาณของสมาชิกในบ้านคูณด้วยปริมาณการใช้น้ำต่อวัน (เมื่อได้ผลลัพธ์ควรคูณด้วย 2 อีกที เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินน้ำไม่ไหลมากกว่า 1 วัน) ส่วนถังสำหรับเก็บน้ำฝน ขอให้เลือกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีพื้นที่จัดวาง เพราะต้องเก็บน้ำฝนให้ได้มากพอสำหรับการรอหน้าฝนอีก 1  ปี ข้างหน้า   ตารางช่วยคำนวณการใช้น้ำมาตราฐาน การติดตั้งที่ต้องรู้             เมื่อได้แท็งค์น้ำที่ต้องการแล้วตำแหน่งการจัดวางและติดตั้งต้องรู้ด้วยว่าบ้านของเราจะติดตั้งแท็งค์ไว้ตรงไหนได้ ที่สำคัญแท็งค์ขนาดใหญ่จะขนเข้าบ้านได้อย่างไรนั้นห้ามละเลยเด็ดขาด ว่าจะขนข้ามรั้ว ยกผ่านประตูบ้านได้หรือไม่               - แท็งค์ต้องติดตั้งเดินท่อตรงจากมิเตอร์เข้าสู่แท็งค์มีระยะห่างไม่เกิน 2 เมตรสำหรับติดตั้งปั๊มให้ไม่โดนแดด โดนฝน และห่างจากผนังอย่างน้อย 5 เซนติเมตร โดยให้พื้นที่รอบๆ เหลือกว้างอย่างน้อง 10  เซนติเมตร  ส่วนด้านบนให้มีพื้นที่พอให้เปิดฝาถังทำความสะอาดได้สะดวก             - การติดตั้งแท็งค์บนพื้นคอนกรีตที่เพิ่งเทเสร็จ ควรให้คอนกรีตมีอายุอย่างน้อย 7 วัน ซึ่งจะรับน้ำหนักได้ แข็งแรงประมาณ 90 % หรือหลัง 28 วันจะรับน้ำหนักได้เต็มที่             - ต้ังแท็งค์ในตำแหน่งที่การต่อท่อจากแท็งค์ไปยังปั๊มน้ำทำได้สะดวก ไม่เกะกะ และต่อท่อระบายตะกอนที่ก้นแท็งค์ เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด             - ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็น พีวีซี ทองเหลือง หรือสแตนเลสขนาด 3/4 หรือ 1 นิ้ว  เพื่อให้น้ำไหลเข้าได้เร็วและเพื่อป้องกันการผุกร่อนและเป็นสนิม               การเก็บกักน้ำในแท็งค์ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกหนึ่งปี หากไม่มีภาวะฉุกเฉินใดๆ ให้ถ่ายน้ำออกมาใช้กับกิจวัตรต่างๆ เช่นรดน้ำต้นไม้ ล้างรถ หรือการทำความสะอาดต่างๆ  แล้วค่อยบรรจุน้ำสะอาดสำหรับดื่มลงไปใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำจะสะอาดสำหรับภาวะฉุกเฉินในอนาคต ภาพประกอบจาก wave แท็งค์น้ำบนดิน
  คลิก ดูโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการทั้งหมด
Home Guru
  LED มีประสิทธิภาพการให้พลังงานแสงสว่างที่ระดับสูงถึง 80-120 ลูเมน/วัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น LED ก้าวหน้าเร็วมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ในอนาคตอันใกล้ LED ไม่มีผลกระทบ หรือกระทบน้อยกว่าต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์จะมีผลกระทบมากกว่าเพราะภายในบรรจุไอของปรอท LED สามารถควบคุมคุณภาพของแสงให้ปล่อยออกมาได้  จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการให้แสงสว่างได้เต็มความสามารถ LED ไม่มีการพร่า หรือการสั่นกระพริบของแสง จึงสบายตาเพราะสายตาของมนุษย์สามารถมองเห็นการกระพริบถี่ๆ อยู่ตลอดเวลาของหลอดไฟแบบเดิม LED ไม่ต้องใช้บัลลาสต์ และสตัทเตอร์ ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องเปลืองเงินซื้อทั้งบัลลาสต์ และสตัทเตอร์ แล้วยังประหยัดไฟจากการใช้บัลลาสต์ถึงประมาณ 8-10 W แสงสว่างที่เกิดจากหลอดไฟ LED นั้นปราศจากรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และไม่ทำให้สีของวัตถุ ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพเขียน เสียหายหรือเสื่อมลง LED ปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก ทำให้อาคารลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในส่วนเครื่องปรับอากาศ แอร์ทำงานน้อยลง ทำให้ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในทางอ้อม อายุการใช้งานของหลอด LED ยาวนาน50,000-100,000 ชั่วโมง หรือ 11 ปี เปรียบเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ซึ่งมีอายุใช้งาน 30,000 ชั่วโมง หรือหลอดไฟฟ้าแบบขดลวดที่มีอายุใช้งานเพียง 1,000 – 2,000 ชั่วโมง สุดยอดขนาดนี้ต้องหันมาเปลี่ยนใช้หลอดไฟ LED กันแล้วละครับ
Home Guru
ขั้นตอนที่ 1 ทดสอบมิเตอร์ไฟฟ้า ทดสอบโดยการปิดไฟทุกจุด รวมทั้งถอดปลั๊ก แล้วออกไปดูมิเตอร์ที่หน้าบ้านว่ายังหมุนอยู่หรือเปล่า หากยังหมุนแสดงว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วให้ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเช่น เครื่องตัดไฟ ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบสายไฟ รอยเปื่อย กรอบของสายไฟที่อาจจะเก่าหรือแมลง , หนูกัดจนสายขาดยุ่ย ลองใช้ไขควงเช็คไฟดูในจุดที่สงสัย จุดที่ตรวจตามผนัง และที่สามารถเกิดเพดานได้ควรขึ้นไปดู(เตรียมไฟฉาย) ขึ้นไปตรวจสอบ อาจมีน้ำจากหลังคาหยดมาใส่ทำให้สายไฟชื้น สังเกตุคราบน้ำที่หยดลงมา ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบแผงไฟ สังเกตสภาพโดยรอบ ไม่มีรอยแตกของอุปกรณ์ คัตเอาท์ เบรคเกอร์ยังทำงานอยู่หรือไม่ ทดลองกดทดสอบเครื่องตัดไฟ ไม่มีมดแมลงเข้าไปทำรัง ควรอยู่ในที่สูงไม่มีความชื้น ขั้นตอนที่ 4 เต้ารับต้องไม่แตกร้าว อยู่ที่สูงพ้นมือเด็ก และกรณีพื้นชื้น , น้ำท่วม ทดสอบนำเต้าเสียบลองดูว่าแน่นและมีไฟทุกเต้าเสียบ ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น พัดลม , หม้อหุงข้าว , กระติกน้ำร้อน , เครื่องซักผ้า ควรตรวจสอบดังนี้ ปลั๊กเสียบ สมบูรณ์ไม่มีรอยไหม้หรือละลาย เพราะความร้อน ,สายไฟไม่ยุ่ย , ขาด , กรอบ ฟังเสียงตอนเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ เช่น พัดลม ตู้เย็น ว่ามีเสียงผิดปกติอะไรบ้าง ขั้นตอนที่ 6 ใช้ไขควงเช็คไฟ ตรวจสอบว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่โดยการแตะลงบนอุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กไว้ถ้ามีไฟแดงแสดงว่ามีกระแสไฟรั่ว เครื่องไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำหรืออยู่ในบริเวณชื้นตลอด เช่น เครื่องซักผ้า , เครื่องทำน้ำอุ่น , ปั๊มน้ำ ควรมีสายดินต่อลงพื้นถ้าไม่มีควรต่อให้เรียบร้อยป้องกันการรั่ว , ลัดวงจร และหมั่นตรวจสอบการทำงานของสายดินด้วย
Home Guru
     นอกจากนี้การทำงานของโคมไฟบางประเภทถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวส่งเสริมส่วนอื่นๆ ของห้องให้มีความโดดเด่นออกมา เช่น โคมไฟสาดผนัง มีวัตถุประสงค์ในการส่องเพื่อช่วยให้พื้นผิวของผนังห้องสวย ๆ โดดเด่นออกมาดังงานศิลปะ เป็นต้น เราสามารถแยกประเภทของโคมไฟออกมาได้คร่าว ๆ ดังนี้      โคมไฟส่องสว่างทั่วไป ( AMBIENT LIGHT )  นิยมใช้เป็นโคมไฟดาวน์ไลท์เป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปจะใช้ในห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น จะติดตั้งโคมไฟในระยะห่างกันประมาณไม่เกิน 2.40 เมตร และต้องเป็นชนิดที่ให้แสงสว่างสม่ำเสมอ      โคมไฟชนิดตั้งพื้น (TORCHIERE) เป็นโคมไฟที่ให้แสงนุ่มนวลสม่ำเสมอ เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะให้ความสว่างไม่เกิน 35ตารางเมตร      โคมตั้งโต๊ะชนิดตกแต่ง (DECORATIVE TABLE LAMP)  โดยส่วนใหญ่มักจะนำมาตกแต่ง มากกว่าที่จะใช้งานให้แสงสว่างจึงค่อนข้างมีรูปแบบหลากหลาย      โคมไฟห้อย (CHANDELIER)  ใช้สำหรับส่องเฉพาะเจาะจงบนพื้นที่เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกเป็นที่รวมกลุ่มของคน มักใช้ในห้องรับประทานอาหารหรือบริเวณเหนือชานพักบันได หรือบริเวณโถงทางเข้า      โคมไฟโต๊ะทำงาน (TASK LIGTH)  เป็นโคมไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนโต๊ะทำงาน จึงต้องสามารถปรับมุมหรือทิศทางได้ง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายช่วยลดแสงสะท้อนจากโคมไฟชนิดอื่น ๆ ภายในห้องได้อีกด้วย      โคมไฟชนิดราง (TRACK LIGHT) เป็นโคมไฟที่เหมาะกับการส่องวัตถุหรือรูปภาพที่มักจะไม่อยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนตายตัว สามารถขยับหรือเลื่อนดวงโคมให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย สำหรับการติดตั้งบนฝ้าเพดานที่มีความสูง 2.40 – 2.70 เมตร ควรจะติดตั้งให้ห่างจากผนังประมาณ 45 เซนติเมตร            ไฟซ่อนในตู้ (NICHES) โคมไฟชนิดนี้ควรติดตั้งไว้ในชั้นบนสุดของตู้ และควรใช้กับชั้นที่ทำด้วยกระจก เพื่อที่แสงสว่างจากโคมไฟจะได้ส่องลงมาถึงส่วนล่างของตู้      โคมไฟส่องผนัง (WALL WASHING) โคมไฟชนิดนี้มีจุดประสงค์ในการใช้อยู่ 3 ประการคือ ใช้เพื่อให้แสงสว่างแก่รูปภาพ ใช้ติดผนังที่มีการตกแต่งพื้นผิวและใช้สาดผนังทั่วไปเพื่อให้ความรู้สึกว่าห้องกว้างขึ้น โคมไฟที่ใช้เป็นไฟส่องต้องเป็นชนิดที่ให้แสงสว่างสม่ำเสมอและควรวางห่างจากผนัง 0.45 ถึง 0.60 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของผนังด้วย      โคมไฟสาดผนัง (GRAZING) การให้แสงสว่างอย่างถูกต้องกับผนังสามารถทำให้ผนังเปรียบเสมือนงานศิลปะในตัวเองโดยเฉพาะถ้าผนังที่มีพื้นผิว (TEXTURE) สวย ๆ ควรจะติดตั้งโคมไฟสาดผนังให้อยู่ห่างจากผนังประมาณ 0.30 เมตร และดวงโคมให้จัดวางห่างกันประมาณ 0.30 ถึง 0.60 เมตร ที่โฮมโปร มีโคมไฟหลากหลายชนิดให้เลือก พร้อมหลอดไฟ LED ที่ช่วยให้คุณประหยัดการใช้งาน มาชมกันได้ที่โฮมโปร ทุกสาขา …ครบทุกความต้องการเรื่องไฟ