|
|
|
1.1 ปัญหาแผ่นกระเบื้องไม่แนบชิดกันของโครงสร้างหลังคา อาจสืบเนื่องมาจากการลดต้นทุน เพื่อความประหยัด โดยใช้ขนาดแผ่นเล็กเกินไปหรือวางระยะระหว่างแผ่นกับจันฑันมากเกินไป ทำให้แผ่นแอ่น แนวท้องแผ่นตกท้องช้าง ส่งผลให้กระเบื้องมุงหลังคาไม่ได้อยู่ในระนาบ การวางซ้อนทับกันของแผ่นกระเบื้องจึงไม่แนบชิดกัน 1.2 การมุงกระเบื้องมีระยะซ้อนทับที่น้อยเกินไป หรือ วิธีการซ้อนทับผิดทิศทางลมฝน ซึ่งระยะการซ้อนทับและทิศทางการซ้อนทับนี้ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มักก่อให้เกิดน้ำฝนย้อนเข้ามาเวลาฝนตก 1.3 ความลาดชันของผืนหลังคามีน้อยเกินไป เนื่องจากวัสดุกระเบื้องแต่ละประเภท จะกำหนดองศาของความลาดชันของผืนหลังคาที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกวัสดุมุงหลังคาให้เหมาะสมกับความลาดชันของผืนหลังคาด้วย 1.4เกิดจากการเจาะรูกระเบื้อง เป็นการยึดกระเบื้องกับแผ่นด้วยสกรูหรือตะปู การเจาะรูกระเบื้องควรใช้สว่านเจาะเพราะจะไม่ทำให้กระเบื้องแตกร้าวเป็นแนวยาว อันเป็นสาเหตุหรือเป็นจุดที่ก่อให้เกิดน้ำรั่วซึมได้ 1.5 ตะเข้รางมีความกว้างหรือความลึกไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้รางรับน้ำรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ทันยิ่งผืนหลังคามีพื้นที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องมีรางน้ำที่กว้างและลึกมากขึ้นเป็นสัดส่วนกัน 1.6 สาเหตุเกิดจากปัญหาตัวครอบสันหลังคา ครอบตะเฆ่สัน ครอบข้าง หรือปีกนก ซึ่งทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กแตกร้าว แนวทางแก้ไขและป้องกัน อันไหนที่เกิดจากการติดตั้ง ก็ทำการแก้ไขที่โครงสร้าง ส่วนอันไหนที่เกิดจากการแตกร้าว มีรอยรั่วซึมที่พอแก้ไขได้ เรามีตัวช่วยมาแนะนำดังนี้ 1.ตัวช่วยเทปกาวแบบชนิดเทปกาวสำเร็จรูป พวกนี้ทำจากยางสังเคราะห์ทนทานกับความร้อน และยืดหยุ่นได้ดี เหมาะสำหรับปิดรอยต่อหลังคา กระเบื้อง กันสาด และรางน้ำฝน 2.ตัวช่วยอะครีลิคกันรั่วซึม มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับทาเพื่อซ่อมแซมรอยแตกร้าว ป้องกันการรั่วซึมของดาดฟ้า หลังคา และรางน้ำฝน ทนแสงยูวี สามารถทาสีทับได้ 3.ตัวช่วยชนิด ฉนวน โพลียูรีเทนโฟม เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องกันร้อน กันรั่ว กันซึม ขนาดใหญ่หรือเกิดในวงกว้างได้ดี เพราะฉนวนโพลียูรีเทนโฟมเป็นฉนวนชนิดเซลล์ปิด สามารถพ่นซีลปิดตามรอยรั่วของวัสดุมุงหลังคาได้ทุกชนิด จึงกันรั่ว กันซึมได้ดี อีกทั้งการพ่นฉนวนโพลียูรีเทนโฟมที่หลังคา จะช่วยยึดโครงสร้างของหลังคาให้เป็นผืนแผ่นเดียวกันทั้งหมด ทำให้ไม่มีรอยต่อของเนื้อฉนวน นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้จากการกันเสียงดังจากหลังคาอีกด้วย โดยเฉพาะหลังคาที่เป็นเมทัลชีท แต่ระบบนี้คงต้องพึ่งช่างมาทำการฉีดพ่น เพราะเราไม่สามารถทำเองได้ 2.สาเหตุและวิธีแก้ ปัญหาผนังแตกร้าว ผนังอาคารแตกร้าว เกิดจาก… การแตกร้าวของผนังอาคาร เป็นอาการที่พบบ่อยกับบ้านที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเกิดขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง นั่นก็คือ ปูน อิฐ หิน ทราย น้ำ และสภาวะอากาศ ระหว่างปฏิบัติการก่อสร้าง ตลอดจนการทรุดตัวของพื้นดิน โดยปกติจะเกิดขึ้นในลักษณะ ต่างๆ กันดังนี้ 1. การแตกร้าวที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี และขั้นตอนในการก่อฉาบที่ผิด 2. การแตกร้าวที่เกิดจากงานโครงสร้างอาคาร 1. การแตกร้าวที่เกิดแค่พื้นผิวหน้าจากปฏิกิริยาเคมี และขั้นตอนในการก่อฉาบที่ผิด มักเกิดเป็นรอยแตกร้าวเล็กๆ โดยมากจะพบตามบริเวณผนัง ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงบริเวณเสา และบริเวณที่มีความเปียกชื้น รอยแตกเหล่านี้จะเกิดจากสภาพของปูนฉาบที่ผสมน้ำน้อยเกินไป เมื่อปูนเริ่มแข็งตัว จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี และมีความร้อนสูง ปูนที่ฉาบไว้ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ จึงเกิดการแตกที่ผิวปูนฉาบ เรียกกันว่า "แตกลายงา" แต่รอยร้าวประเภทนี้ ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคาร และเป็นรอยแตกที่ไม่ลึก สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉาบโป้วให้เรียบ แล้วทาสีเก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง 2. การแตกร้าวที่เกิดจากงานโครงสร้างอาคาร การแตกร้าวที่กินลึกเข้าไปในผนังจนมองเห็นอิฐที่ก่อไว้ภายในทั้ง 2 ด้าน และยังมีการแตกร้าวของโครงสร้าง (พื้น, เพดาน, เสา) ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งการแตกร้าวแบบนี้อาจเกิดจากส่วนของโครงสร้างอาคารโดยตรง เช่น เสาเข็ม, ฐานราก, คาน และการทรุดตัวของพื้นดินตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วการแตกร้าวแบบนี้มักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จำเป็นต้องใช้ วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญเกี่ยวกับด้านโครงสร้าง วิเคราะห์หาสาเหตุ และหนทางแก้ไข เพราะการแตกร้าวแบบนี้ จะมีผลต่อการรับน้ำหนักส่วนอื่นๆ ของตัวอาคารด้วย แนวทางแก้ไขและป้องกัน สำหรับงานอุดรอยบนงานผนัง แนะนำให้ใช้เป็นอะครีลิค อุดโป๊ว ซ่อมแซมรอยแตกร้าว และป้องกันการรั่วซึมของผนังด้วยวัสดุอุดรอยก่อน จากนั้นตามด้วยงานเก็บฉาบพื้นผิว สำหรับผนังเพดาน ด้วยครีมฉาบสำเร็จรูป พร้อมใช้งานได้ทันที หรือครีมฉาบชนิดใช้ผสมกับซีเมนต์หรือยิปซั่มก่อนใช้งานเพื่อแก้ไข รูฟองอากาศ รอยแตกร้าวเล็ก ๆ รอยแตกลายงา ก่อนทาสีทับในขั้นตอนสุดท้าย 3.สาเหตุรอยแตกร้าวของโครงสร้าง และวิธีแก้ ปัญหารั่วซึมของผนัง 3.1 ควรเลือกอิฐที่มีคุณภาพดี เผาสุก ไม่บิดงอมาก และไม่ควรมีการแตกเกิน 3 เปอเซ็นต์ ผนังบ้านของเราก็จะแข็งแรงทนนาน 3.2 การก่อผนังอิฐให้เสร็จภายในวันเดียว จะทำให้ปูนที่ทำการก่อด้านล่างแข็งตัวไม่ทัน เนื่องจากปูนจะมีการตัวโดยธรรมชาติ ทำให้ผนังก่อเกิดอาการทรุด เนื่องจากรับน้ำหนักด้านบนไม่ไหวจึงควรก่ออิฐให้เสร็จเพียงครึ่งหนึ่งของความสูงก่อน แล้วค่อยกลับมาทำการก่อใหม่อีกวันก็จะลดปัญหานี้ไปได้มาก 3.3 ผนังที่มีการก่อผนังสูงชนคานของพื้นสำเร็จอาจมีปัญหาเนื่องจากปูนมีการหดตัวแนะนำให้ ก่อผนังสูงแต่ยังไม่ต้องชนคานแล้วรอ 3 วันเพื่อให้ปูนก่อหดตัว จากนั้นจึงค่อยมาก่อเสริมให้ชนผนัง 3.4 อย่าก่ออิฐบนพื้นที่ไม่มีคานรอรับ เนื่องจากโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงหากมีน้ำหนักกดทับพื้นจะแอ่นทำให้ผนังแตกร้าวได้ 3.5 อย่างฉาบผนังปูนในทันทีที่ก่อผนังเสร็จ ควรทิ้งให้ปูนก่อแห้งและหดตัวประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำการฉาบหน้าเพื่อป้องกันการแตกร้าวของผิว เนื่องจากการหดตัวของผนังที่ก่อภายใน 3.6 ควรฉาบผนังปูนให้มีความหนาราว 1-1.5 เซนติเมตร เพราะการฉาบหนาจะทำให้เกิดการแตกร้าวได้ง่ายเนื่องจากเนื้อปูนที่แห้งและหดตัวไม่พร้อมกัน เรียนรู้วิธีฉาบอย่างไรไม่ให้ผนังแตกร้าว การฉาบที่ไม่ถูกวิธีส่งผลให้ปูนที่ฉาบนั้นมีแรงยึดเหนี่ยวน้อย ทำให้ผนังบ้านมีโอกาศท่านร้าวได้ ซึ่งแก้ไขได้ยากแต่ป้องกันได้แต่แรก 1. ก่อนการฉาบปูน ต้องแน่ใจว่ามีการเตรียมพื้นผิวด้วยการ มีการฉีดน้ำรดผนังอิฐจนอิ่มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ผนังก่ออิฐดูดน้ำจากปูนฉาบ การพรมน้ำผนังอิฐก่อนั้นต้องทำก่อนการฉาบ และทิ้งไว้สักพักให้ผิวแห้งพอหมาด เพราะถ้าผนังเปียกเกินไป ปูนฉาบก็จะเกาะกับผนังที่ฉาบได้ไม่ดีเท่าที่ควร 2. ควรผสมน้ำยาฉาบปูนซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ฉาบง่ายและลดการแตกร้าวได้ ในส่วนที่เป็นรอยต่อของผนังกับส่วนต่าง ๆ เช่นผนังกับเสา หรือผนังกับเสาเอ็นควรใส่เหล็กตาข่ายกันการแตกร้าว การฉาบนั้นจะให้ดีต้องให้ช่างขึ้นปูนเค็มเหลวก่อน ต่อด้วยปูนกลาง และทับหน้าด้วยปูนจืด และบ่มน้ำในตอนเช้าของอีกวัน 3. เมื่อฉาบเสร็จแล้วปูนและน้ำจะมีปฏิกิริยาเคมีด้วยการ คายน้ำพร้อมทั้งด่าง ต่อเนื่องประมาณ 20 วัน จึงควรทาสีหลังจากนั้นเพราะ การคายน้ำในช่วงนั้นจะ ทำให้ผิวปูนหดตัว และเกิดรอยร้าวเป็นเส้น ๆที่เรียกว่าเรียกว่าแตกลายงา 4. ระหว่างฉาบผนังปูนตอนยังไม่แข็งตัวดีพอก็ไปตีน้ำ ทำให้เนื้อปูนที่ฉาบล่อนออกจากผนังได้ 5 หากปูนฉาบมีสิ่งเจือปนอยู่ในทรายที่ฉาบมากเกินไป ผนังที่ฉาบมีคราบสกปรกเลอะเทอะ หรือน้ำที่ใช้ในการผสมปูนฉาบหากไม่สะอาดก็เป็นสาเหตุของการแตกร้าวและผนังไม่เรียบร้อยได้
1. ตัวช่วยสำหรับทาปิดผิวคอนกรีตเพื่อความสวยงาม และป้องกันการรั่วซึมของผนัง 2 ช่วยอุด หยุดการรั่วซึมของน้ำ แข็งตัวเร็ว ไม่หดตัวแบบเร่งด่วน 3. ผลิตภัณฑ์น้ำยากันซึม 4. งาน ฉาบงานคอนกรีตที่มีรอยแตก บิ่น ร้าวเพื่อซ่อมแซม 5.ผลิตภัณฑ์เคลือบผนังเพื่อเช็ดทำความสะอาดง่าย ไม่มีผงฝุ่นหลุดร่วง ป้องกันตะไคร่น้ำ เชื้อรา 4.สาเหตุและวิธีแก้ ปัญหารอยต่อวงกบและวัสดุ 4.1 การแตกร้าว บริเวณที่เป็นรอยต่อกับวงกบไม้ หรืออลูมิเนียม ซึ่งรอยร้าวจะเป็นรอยแตก เล็กๆ ออกมาจากวงกบ ในแนวทแยง แนวดิ่งและแนวนอน รอยแตกนี้เกิดจาก การยืดหดตัวของวัสดุ 2 ชนิดขึ้นไป ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีอัตราการยึดเกาะตัวไม่เท่ากัน ประกอบกับผนังอาคารภายนอก จะมีอุณหภูมิสูง กว่าผนังภายใน ดังนั้นการยืดหดตัวของผนังทั้ง 2 ด้าน จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการบิดตัว โดยเฉพาะไม้ จึงเกิดการแตกร้าวได้ 4.2 อีกเหตุเกิดจากการหดตัวของวัสดุ โดยเฉพาะพวกไม้ อิฐ ปูน ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซึมน้ำไว้จำนวนหนึ่ง เมื่อเกิดอากาศร้อนวัสดุเหล่านั้นก็จะเกิดการแห้งและหดตัว อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดรอยร้าวได้ หากมีอาการดังกล่าวควรทิ้งไว้ประมาณ 6-8 เดือน รอให้วัสดุต่างๆ หดจนอยู่ตัวก่อน แล้วค่อยตกแต่งซ่อมแซม สำหรับวิธีแก้ไขที่ต้นเหตุคงแก้ลำบาก แต่ก็แก้ได้ไม่ยากด้วยตัวช่วยเหล่านี้ 1. อะครีลิคสำหรับยาแนวอุดร่องรอยต่อขอบวงกบ ทาสีทับได้ 2.ซิลิโคนสำหรัยาแนวอุดร่องรอยต่อขอบวงกบประตู หน้าต่าง ป้องกันการรั่วซึมมีความยืดหยุ่นสูง มีทั้งสำหรับงานทั่วไป, งานกระจก,งานสุขภัณฑ์ 3.โพลียูริเทน สำหรับอุดร่อง รอยต่อ ขอบวงกบประตู หน้าต่าง ป้องกันการรั่วซึมเนื้อกาวไม่หดตัว มีความยืดหยุ่นสูงกว่าซิลิโคน และทาสีทับได้ 4.ยางวอเตอร์สต็อบชนิดขยายตัว เหมาะกับงานก่อสร้างใหม่ ใช้สำหรับปิดรอบรอยต่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมได้เป็นอย่างดี 5.กาวแทนตะปู สำหรับติดแทนการตอกตะปู ให้แรงยึดเกาะสูง เหมาะใช้ยึดปิดรอยต่อและกันรั่วซึมได้ดี |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 27 กรกฏาคม 2012 เวลา 17:19 น.
|