We Recommend

Promotions

  • BEYOND สร้างปรากฏการณ์ความบันเทิงไร้ขีดจำกัด
  • ลดกระหน่ำ....รับหน้าฝนกับหลากสินค้าที่คัดสรรเพื่อบ้านคุณ

Shopping Online

Home Guru
มาเริ่มตรวจสอบปัญหาร้าว รั่ว ซึม กับ 3 จุดสำคัญของบ้านกันเลย  1. ผนังอาคาร  ดาดฟ้า เส้นยาวขยุกขยุยเป็นลายแทง แตกลายงาตามผนังอาคารหรือดาดฟ้า ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป อาจไม่ได้ถูกใส่ใจ  ซึ่งรอยร้าวมักเกิดที่บริเวณผนังข้างอาคาร จะเห็นเป็นรอยแตกลายงากับอาคารที่มีอายุมาก รอยร้าวบนพื้นดาดฟ้า และรอยแยกของกำแพงกับพื้นดาดฟ้าทำให้เกิดช่องว่างน้ำซึมเข้าอาคารได้  การจัดการกับรอยร้าวในเบื้องต้น - หาสาเหตุของรอยร้าว ว่าเป็นรอยร้าวอันตรายหรือไม่ ถ้าเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่จะกว้างพอให้เอาไส้ดินสอแหย่ลงไปได้ เข้าขั้นอันตรายที่ต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมแซม - ทำความสะอาดบริเวณรอยร้าวหรือรอยแตกลายงาให้สะอาดแล้วทากันซึมประเภทอะคริลิค หรือ โพลียูรีเทน อย่างน้อย 2 รอบ หากรอยแตกร้าวมีความกว้างมากกว่า 1 ซม. แนะนำให้ใช้โพลียูรีเทน จะดีกว่าอะคริลิคกันซึม  - สำหรับรอยร้าวบนดาดฟ้า ให้ทาพื้นที่มีรอยร้าวด้วยอะคริลิคกันซึมโดยทาให้ถึงผนังด้านข้างหรือกำแพงสูงประมาณ 5-10 ซม.เพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าทางผนังและกำแพง จากนั้นค่อยทาสีทับให้สวยงาม  2. หลังคา ฝ้าเพดาน  เมื่อพูดถึงอาการรั่ว น้ำหยดลงฝ้า น้ำไหลเข้าบ้าน ประเด็นที่เกิดปัญหาก็หนีไม่พ้นหลังคากระเบื้องที่ใช้งานมายาวนาน เกิดการเสื่อมโทรมได้ตามสภาพ อาจเกิดได้จากรอยรั่วตามแนวตะปูที่ยึดกระเบื้องกับโครงหลังคาเพราะลูกยางรองตะปูหมดอายุ รอยรั่วยังเกิดขึ้นได้ตรงบริเวณที่หลังคาชนกับผนังอาคารทำให้เกิดช่องว่าง รวมทั้งรอยรั่วบริเวณปูนปั้นครอบสันหลังคา       การจัดการกับรอยรั่วในเบื้องต้น  - ตรวจสอบรอยรั่วบนหลังคาให้ทั่ว แล้วทำเครื่องหมายไว้บนแผ่นกระเบื้อง - ใช้อะคริลิคกันซึมทาบริเวณที่มีรอยแตก อย่างตรงหัวตะปู หรือสันครอบหลังคา รวมถึงจุดที่มีโอกาสเกิดการรั่ว อย่างน้อย 2 รอบ และเน้นการทาให้หนาขึ้นตรงส่วนที่กระเบื้องชนกับผนังอาคาร  3. พื้นบ้านมีน้ำซึม ปัญหาน้ำซึมมีจากหลายสาเหตุ ท้ังจากโครงสร้างที่แตกร้าวอยู่เดิม จากแรงดันน้ำใต้ดิน หรือจากการปูพื้นสำเร็จรูปไม่ยึดติดกับคาน และสุดท้ายเป็นรูที่เกิดจากการเจาะรูที่พื้นเพื่อฉีดน้ำยากำจัดปลวก การจัดการรอยน้ำซึมเบื้องต้น  - ถ้ารอยน้ำซึมเกิดจากโครงสร้างพื้นที่แตกร้าว ให้สกัดพื้นออกให้เป็นร่องใช้กาวคอนกรีตอุดให้ครอบคลุมแนวแตกร้าวแล้วปูพื้นให้เหมือนเดิม  - พื้นสำเร็จรูปที่ไม่มีการยึดกับคานทำให้เกิดช่องว่าง ให้ใช้ซิลิโคนอุดตรงรอยรั่ว เพื่อมิให้มีน้ำซึมขึ้นมา  - สุดท้ายรูจากการเจาะเพื่อฉีดน้ำยากำจัดปลวก รูในลักษณะนี้ทำให้น้ำซึมเข้าบ้านได้อย่างไม่รู้ตัว แก้ไขได้โดยการอุดรูด้วยไม้แล้วอุดทับด้วยซิลิโคน 
Home Guru
เหตุผลที่เราต้องติดรางน้ำฝน...เพื่อ 1. ป้องกันปัญหาน้ำตกลงสวนและบ่อปลา  2. ป้องกันความบาดหมางจากน้ำฝนกระเด็นโดนเพื่อนบ้าน 3. ป้องกันประตูหน้าต่างจากฝนสาด ทำให้หน้าต่าง ประตูบวม  4. ป้องกันน้ำฝนจากหลังคาสาดเข้าสู่ผนังบ้าน ทำให้มีปัญหาคราบน้ำและเชื้อรา 5. ป้องกันปัญหาบ้านทรุดจากน้ำฝนท่วมขังกัดเซาะหน้าดิน  รางน้ำฝนยุคใหม่  สวย ทน ประหยัด      วัสดุสำหรับรางน้ำฝน มีทั้ง ไฟเบอร์กลาส เหล็ก สแตนเลส สังกะสี แต่ที่กำลังเป็นที่นิยมคงต้องยกให้ วัสดุอย่างไวนิล ซึ่งเป็นโพลิเมอร์สังเคราะห์ ที่มีความทนทาน ไม่ลามไฟ เป็นวัสดุทดแทนธรรมชาติเหมาะกับการใช้งาน outdoor ทนแสงแดดและฝนกรด มีรูปแบบที่สามารถเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ ไม่มีรอยเชื่อมต่อ ตะขอแขวนรางถูกเก็บเรียบร้อย และสามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว ป้องกันน้ำฝนไหลย้อนกลับ ซึ่งการเลือกรางน้ำฝนก็ควรจะเลือกวัสดุที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี มีรูปร่างของรางน้ำเป็นรูป ป.ปลา ด้านหลังสั้นกว่าด้านหน้า เพราะถ้าตื้นเกินไปจะเกิดน้ำล้นไหลย้อนเข้าเชิงชายและฝ้าเพดานได้ เปรียบเทียบความคุ้มค่าของรางน้ำฝนแต่ละแบบ วิธีคำนวณขนาดรางน้ำฝน ถ้าอยากรู้ว่าขนาดของรางน้ำฝนที่ต้องติดเข้ากับหลังคานั้นควรมีขนาดเท่าไร ก็เพียงเอาพื้นที่ทั้งหมดของหลังคาตั้งแล้วหารด้วย 150 ก็จะได้ขนาดของรางน้ำฝนที่พอดีกับขนาดของหลังคาบ้าน  รางน้ำฝนก็ต้องดูแล เมื่อหมดฝน       หลังผ่านพ้นฤดูฝนก็ควรทำความสะอาดรางน้ำฝน อย่าให้มีใบไม้ไปอุดตัน เพราะเมื่อฝนตกหนักน้ำอาจไหลย้อนเข้าบ้านได้ ล้างท่อระบายน้ำฝนเพื่อขจัดคราบสกปรกทั่วไปด้วยน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามลำดับความเข้มข้นของคราบสกปรก  หากเป็นคราบติดแน่นอาจใช้สก๊อตไบรท์ช่วยขัดเบาๆ ทำความสะอาดคราบฝังแน่นให้หลุดออก  *ห้ามใช้ทินเนอร์ในการทำความสะอาด เพราะจะทำสีของรางน้ำฝนเป็นสีด่างได้           อย่าลืมตรวจเช็ครอยรั่ว รอยแตกร้าวของหลังคาและตามข้อต่อของรางน้ำฝนที่มีผลต่อการรับปริมาณน้ำ เพื่อให้สามารถปรับปรุงซ่อมแซมได้ทันก่อนฤดูฝนใหม่จะมาถึง   
Home Guru
รูปแบบของแท็งค์น้ำ แท็งค์น้ำมีด้วยกันหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน สถานที่ติดตั้ง ขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละบ้าน รวมถึงงบประมาณที่พอเหมาะพอควร             Stainless Steel Tank  ถังเก็บน้ำแบบสแตนเลส ทนแดด ทนฝน นำ้หนักน้อย ไม่เป็นสนิม ไม่เกิดกลิ่นเมื่อเก็บน้ำเป็นเวลานานติดตั้งและทำความสะอาดง่าย มีท่อระบายตะกอนที่ก้นแท็งค์             ข้อควรระวัง ควรระวังเรื่องรอยเชื่อมต่ออาจเกิดการรั่วซึมและเป็นสนิมได้ ไม่เหมาะกับการบรรจุน้ำกร่อย น้ำทะเล                         FiberGlass Tank ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส เหมาะกับระบบอุตสาหกรรม ติดตั้งได้ทั้งแบบบนดินและฝังดิน ไม่เป็นสนิม ซึ่งเป็นถังที่ไม่ควรเก็บน้ำดื่ม             ข้อควรระวัง ในการใช้งานระยะยาวใยไฟเบอร์กลาสอาจเสื่อมและหลุดออกมาปนเปื้อนในน้ำทำให้มีกลิ่นเหม็น ทำความสะอาดยาก และมีน้ำหนักมากเคลื่อนย้ายลำบาก               Polymer ELIXIR Tank ถังเก็บน้ำโพลีเมอร์ ทนต่อแสงอัลตราไวโอเลต ไม่แตกกรอบง่าย ทึบแสงไม่เป็นตะไคร่ เหมาะที่จะใช้เพื่อเป็นถังเก็บน้ำโดยเฉพาะ มีรูปทรงและสีสันสวยงามเหมาะกับบ้านยุคใหม่ทุกสไตล์             ข้อควรระวัง ล้างตะกอนยาก เพราะท่อระบายน้ำอยู่ด้านข้างของถัง ต้องระวังเรื่องข้อต่อต่างๆ อาจหลุดออกจากกันได้ง่าย ตัวถังมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายและติดตั้งยาก               PE Tank ถังเก็บน้ำพลาสติก ทนการกัดกร่อนของกรดและสารเคมีบางชนิดได้ ไม่มีรอยต่อ ไม่เป็นสนิม มีทั้งแบบบนดินและฝังดิน ซึ่งถ้าเป็นพลาสติกเกรดดีๆ ก็สามารถบรรจุน้ำดื่มได้             ข้อควรระวัง  อาจมีเมือกลื่นเกาะในถัง ทำความสะอาดยาก เคลื่อนย้ายไม่สะดวก มีกลิ่นเหม็นของเนื้อพลาสติกเสื่อมสภาพปะปนกับน้ำ เมื่อตากแดดนานๆ   แท็งค์ขนาดไหนที่เหมาะกับครอบครัวเรา             โดยเฉลี่ยแล้ว หนึ่งคนจะใช้น้ำอยู่ที่ 200 ลิตร/วัน/คน ซึ่งน้ันก็หมายความว่าขนาดถังเก็บน้ำสำรองก็ควรจะคิดจากปริมาณของสมาชิกในบ้านคูณด้วยปริมาณการใช้น้ำต่อวัน (เมื่อได้ผลลัพธ์ควรคูณด้วย 2 อีกที เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินน้ำไม่ไหลมากกว่า 1 วัน) ส่วนถังสำหรับเก็บน้ำฝน ขอให้เลือกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีพื้นที่จัดวาง เพราะต้องเก็บน้ำฝนให้ได้มากพอสำหรับการรอหน้าฝนอีก 1  ปี ข้างหน้า   ตารางช่วยคำนวณการใช้น้ำมาตราฐาน การติดตั้งที่ต้องรู้             เมื่อได้แท็งค์น้ำที่ต้องการแล้วตำแหน่งการจัดวางและติดตั้งต้องรู้ด้วยว่าบ้านของเราจะติดตั้งแท็งค์ไว้ตรงไหนได้ ที่สำคัญแท็งค์ขนาดใหญ่จะขนเข้าบ้านได้อย่างไรนั้นห้ามละเลยเด็ดขาด ว่าจะขนข้ามรั้ว ยกผ่านประตูบ้านได้หรือไม่               - แท็งค์ต้องติดตั้งเดินท่อตรงจากมิเตอร์เข้าสู่แท็งค์มีระยะห่างไม่เกิน 2 เมตรสำหรับติดตั้งปั๊มให้ไม่โดนแดด โดนฝน และห่างจากผนังอย่างน้อย 5 เซนติเมตร โดยให้พื้นที่รอบๆ เหลือกว้างอย่างน้อง 10  เซนติเมตร  ส่วนด้านบนให้มีพื้นที่พอให้เปิดฝาถังทำความสะอาดได้สะดวก             - การติดตั้งแท็งค์บนพื้นคอนกรีตที่เพิ่งเทเสร็จ ควรให้คอนกรีตมีอายุอย่างน้อย 7 วัน ซึ่งจะรับน้ำหนักได้ แข็งแรงประมาณ 90 % หรือหลัง 28 วันจะรับน้ำหนักได้เต็มที่             - ต้ังแท็งค์ในตำแหน่งที่การต่อท่อจากแท็งค์ไปยังปั๊มน้ำทำได้สะดวก ไม่เกะกะ และต่อท่อระบายตะกอนที่ก้นแท็งค์ เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด             - ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็น พีวีซี ทองเหลือง หรือสแตนเลสขนาด 3/4 หรือ 1 นิ้ว  เพื่อให้น้ำไหลเข้าได้เร็วและเพื่อป้องกันการผุกร่อนและเป็นสนิม               การเก็บกักน้ำในแท็งค์ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกหนึ่งปี หากไม่มีภาวะฉุกเฉินใดๆ ให้ถ่ายน้ำออกมาใช้กับกิจวัตรต่างๆ เช่นรดน้ำต้นไม้ ล้างรถ หรือการทำความสะอาดต่างๆ  แล้วค่อยบรรจุน้ำสะอาดสำหรับดื่มลงไปใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำจะสะอาดสำหรับภาวะฉุกเฉินในอนาคต ภาพประกอบจาก wave แท็งค์น้ำบนดิน
  คลิก ดูโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการทั้งหมด
Home Guru
  LED มีประสิทธิภาพการให้พลังงานแสงสว่างที่ระดับสูงถึง 80-120 ลูเมน/วัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น LED ก้าวหน้าเร็วมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ในอนาคตอันใกล้ LED ไม่มีผลกระทบ หรือกระทบน้อยกว่าต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์จะมีผลกระทบมากกว่าเพราะภายในบรรจุไอของปรอท LED สามารถควบคุมคุณภาพของแสงให้ปล่อยออกมาได้  จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการให้แสงสว่างได้เต็มความสามารถ LED ไม่มีการพร่า หรือการสั่นกระพริบของแสง จึงสบายตาเพราะสายตาของมนุษย์สามารถมองเห็นการกระพริบถี่ๆ อยู่ตลอดเวลาของหลอดไฟแบบเดิม LED ไม่ต้องใช้บัลลาสต์ และสตัทเตอร์ ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องเปลืองเงินซื้อทั้งบัลลาสต์ และสตัทเตอร์ แล้วยังประหยัดไฟจากการใช้บัลลาสต์ถึงประมาณ 8-10 W แสงสว่างที่เกิดจากหลอดไฟ LED นั้นปราศจากรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และไม่ทำให้สีของวัตถุ ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพเขียน เสียหายหรือเสื่อมลง LED ปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก ทำให้อาคารลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในส่วนเครื่องปรับอากาศ แอร์ทำงานน้อยลง ทำให้ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในทางอ้อม อายุการใช้งานของหลอด LED ยาวนาน50,000-100,000 ชั่วโมง หรือ 11 ปี เปรียบเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ซึ่งมีอายุใช้งาน 30,000 ชั่วโมง หรือหลอดไฟฟ้าแบบขดลวดที่มีอายุใช้งานเพียง 1,000 – 2,000 ชั่วโมง สุดยอดขนาดนี้ต้องหันมาเปลี่ยนใช้หลอดไฟ LED กันแล้วละครับ
Home Guru
ขั้นตอนที่ 1 ทดสอบมิเตอร์ไฟฟ้า ทดสอบโดยการปิดไฟทุกจุด รวมทั้งถอดปลั๊ก แล้วออกไปดูมิเตอร์ที่หน้าบ้านว่ายังหมุนอยู่หรือเปล่า หากยังหมุนแสดงว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วให้ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเช่น เครื่องตัดไฟ ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบสายไฟ รอยเปื่อย กรอบของสายไฟที่อาจจะเก่าหรือแมลง , หนูกัดจนสายขาดยุ่ย ลองใช้ไขควงเช็คไฟดูในจุดที่สงสัย จุดที่ตรวจตามผนัง และที่สามารถเกิดเพดานได้ควรขึ้นไปดู(เตรียมไฟฉาย) ขึ้นไปตรวจสอบ อาจมีน้ำจากหลังคาหยดมาใส่ทำให้สายไฟชื้น สังเกตุคราบน้ำที่หยดลงมา ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบแผงไฟ สังเกตสภาพโดยรอบ ไม่มีรอยแตกของอุปกรณ์ คัตเอาท์ เบรคเกอร์ยังทำงานอยู่หรือไม่ ทดลองกดทดสอบเครื่องตัดไฟ ไม่มีมดแมลงเข้าไปทำรัง ควรอยู่ในที่สูงไม่มีความชื้น ขั้นตอนที่ 4 เต้ารับต้องไม่แตกร้าว อยู่ที่สูงพ้นมือเด็ก และกรณีพื้นชื้น , น้ำท่วม ทดสอบนำเต้าเสียบลองดูว่าแน่นและมีไฟทุกเต้าเสียบ ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น พัดลม , หม้อหุงข้าว , กระติกน้ำร้อน , เครื่องซักผ้า ควรตรวจสอบดังนี้ ปลั๊กเสียบ สมบูรณ์ไม่มีรอยไหม้หรือละลาย เพราะความร้อน ,สายไฟไม่ยุ่ย , ขาด , กรอบ ฟังเสียงตอนเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ เช่น พัดลม ตู้เย็น ว่ามีเสียงผิดปกติอะไรบ้าง ขั้นตอนที่ 6 ใช้ไขควงเช็คไฟ ตรวจสอบว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่โดยการแตะลงบนอุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กไว้ถ้ามีไฟแดงแสดงว่ามีกระแสไฟรั่ว เครื่องไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำหรืออยู่ในบริเวณชื้นตลอด เช่น เครื่องซักผ้า , เครื่องทำน้ำอุ่น , ปั๊มน้ำ ควรมีสายดินต่อลงพื้นถ้าไม่มีควรต่อให้เรียบร้อยป้องกันการรั่ว , ลัดวงจร และหมั่นตรวจสอบการทำงานของสายดินด้วย
Home Guru
     นอกจากนี้การทำงานของโคมไฟบางประเภทถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวส่งเสริมส่วนอื่นๆ ของห้องให้มีความโดดเด่นออกมา เช่น โคมไฟสาดผนัง มีวัตถุประสงค์ในการส่องเพื่อช่วยให้พื้นผิวของผนังห้องสวย ๆ โดดเด่นออกมาดังงานศิลปะ เป็นต้น เราสามารถแยกประเภทของโคมไฟออกมาได้คร่าว ๆ ดังนี้      โคมไฟส่องสว่างทั่วไป ( AMBIENT LIGHT )  นิยมใช้เป็นโคมไฟดาวน์ไลท์เป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปจะใช้ในห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น จะติดตั้งโคมไฟในระยะห่างกันประมาณไม่เกิน 2.40 เมตร และต้องเป็นชนิดที่ให้แสงสว่างสม่ำเสมอ      โคมไฟชนิดตั้งพื้น (TORCHIERE) เป็นโคมไฟที่ให้แสงนุ่มนวลสม่ำเสมอ เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะให้ความสว่างไม่เกิน 35ตารางเมตร      โคมตั้งโต๊ะชนิดตกแต่ง (DECORATIVE TABLE LAMP)  โดยส่วนใหญ่มักจะนำมาตกแต่ง มากกว่าที่จะใช้งานให้แสงสว่างจึงค่อนข้างมีรูปแบบหลากหลาย      โคมไฟห้อย (CHANDELIER)  ใช้สำหรับส่องเฉพาะเจาะจงบนพื้นที่เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกเป็นที่รวมกลุ่มของคน มักใช้ในห้องรับประทานอาหารหรือบริเวณเหนือชานพักบันได หรือบริเวณโถงทางเข้า      โคมไฟโต๊ะทำงาน (TASK LIGTH)  เป็นโคมไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนโต๊ะทำงาน จึงต้องสามารถปรับมุมหรือทิศทางได้ง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายช่วยลดแสงสะท้อนจากโคมไฟชนิดอื่น ๆ ภายในห้องได้อีกด้วย      โคมไฟชนิดราง (TRACK LIGHT) เป็นโคมไฟที่เหมาะกับการส่องวัตถุหรือรูปภาพที่มักจะไม่อยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนตายตัว สามารถขยับหรือเลื่อนดวงโคมให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย สำหรับการติดตั้งบนฝ้าเพดานที่มีความสูง 2.40 – 2.70 เมตร ควรจะติดตั้งให้ห่างจากผนังประมาณ 45 เซนติเมตร            ไฟซ่อนในตู้ (NICHES) โคมไฟชนิดนี้ควรติดตั้งไว้ในชั้นบนสุดของตู้ และควรใช้กับชั้นที่ทำด้วยกระจก เพื่อที่แสงสว่างจากโคมไฟจะได้ส่องลงมาถึงส่วนล่างของตู้      โคมไฟส่องผนัง (WALL WASHING) โคมไฟชนิดนี้มีจุดประสงค์ในการใช้อยู่ 3 ประการคือ ใช้เพื่อให้แสงสว่างแก่รูปภาพ ใช้ติดผนังที่มีการตกแต่งพื้นผิวและใช้สาดผนังทั่วไปเพื่อให้ความรู้สึกว่าห้องกว้างขึ้น โคมไฟที่ใช้เป็นไฟส่องต้องเป็นชนิดที่ให้แสงสว่างสม่ำเสมอและควรวางห่างจากผนัง 0.45 ถึง 0.60 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของผนังด้วย      โคมไฟสาดผนัง (GRAZING) การให้แสงสว่างอย่างถูกต้องกับผนังสามารถทำให้ผนังเปรียบเสมือนงานศิลปะในตัวเองโดยเฉพาะถ้าผนังที่มีพื้นผิว (TEXTURE) สวย ๆ ควรจะติดตั้งโคมไฟสาดผนังให้อยู่ห่างจากผนังประมาณ 0.30 เมตร และดวงโคมให้จัดวางห่างกันประมาณ 0.30 ถึง 0.60 เมตร ที่โฮมโปร มีโคมไฟหลากหลายชนิดให้เลือก พร้อมหลอดไฟ LED ที่ช่วยให้คุณประหยัดการใช้งาน มาชมกันได้ที่โฮมโปร ทุกสาขา …ครบทุกความต้องการเรื่องไฟ
รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมทริป "กินลม ชมส้วม(ใหม่) ของหนู" ฟรีตลอดทริป 1. คุณอนันต์ สุธรรมวงศ์                                  10003530xx 2. คุณพัทยา สาแก้ว                                        10228610xx 3. คุณภูมิ เพ็ชรปาน                                        10289706xx 4. คุณพนัชปวัน สายสุวรรณ                              10033514xx 5. คุณโสภณฆ์ คงสมลาภ                                  10024246xx 6. คุณกังวาล ศรีรัตนสมบูรณ์                             10202599xx  7. คุณพรชัย วุฒิกมลชัย                                  10071585xx 8. คุณประธาน อุดมทรัพย์วงศ์                             10037786xx 9. คุณชัยวัฒน์  ตั้งสุรกิจ                                  10004953xx 10. คุณสุภาวดี หิรัญบูรณะ                                10006649xx 11. คุณวันเพ็ญ  ทรรศนีย์พงษ์                            10006390xx 12. คุณไพโรจน์  งามวินิจสกุล                             10006641xx 13. คุณแสงชัย  ธงชัยกุลฤทธิ์                             10006621xx 14. คุณกันยากร  ผิวผ่อง                                 10014048xx 15. คุณอนันต์  ชัยชาญวัฒนานุกูล                        10001190xx 16. คุณวิโรจน์  สินทวีวงศ์                                 10001400xx 17. คุณนงลักษณ์  อิศรเสนา ณ อยุธยา                  10001439xx 18. คุณปาลิตา  ฐิตตะคุโน                                  10006683xx 19. คุณสมชัย  ชัยรัตนมโนกร                             10012959xx 20. คุณมนูญ  ราชวัฒน์                                   10011490xx
  • Home Guru
    ก่อนที่สายฝนอันชุ่มฉ่ำจะทำให้เรื่องเย็นสบายกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัว กับอาการที่มักพบเจอเมื่อฝนมา กับจุดร้าว รั่ว ซึม ท้ังมองเห็นและมองไม่เห็น ถึงเวลาจั
  • Home Guru
    แม้ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่เมื่อถึงเวลาฝนมาเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ จุดรับน้ำฝนโดยตรงจากหลังคาต้องมีการติดตั้งรางน้ำฝนให้พร้อมรองรับปริมาณน้ำฝน
  • Home Guru
    เพราะ “น้ำดื่ม” คือสิ่งจำเป็นสิ่งแรกสำหรับการดำรงชีวิตในภาวะสถานการณ์ภัยพิบัติ ดังนั้นในภาวะปกติการเก็บกักตุนน้ำให้พอเพียงกับการใช้งานในวันที่น้ำไม่ไห
  • Home Guru
    ก่อนที่สายฝนอันชุ่มฉ่ำจะทำให้เรื่องเย็นสบายกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัว กับอาการที่มักพบเจอเมื่อฝนมา กับจุดร้าว รั่ว ซึม ท้ังมองเห็นและ
  • Home Guru
    แม้ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่เมื่อถึงเวลาฝนมาเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ จุดรับน้ำฝนโดยตรงจากหลังคาต้องมีการติดตั้งรางน้ำฝนให้พร
  • Home Guru
    เพราะ “น้ำดื่ม” คือสิ่งจำเป็นสิ่งแรกสำหรับการดำรงชีวิตในภาวะสถานการณ์ภัยพิบัติ ดังนั้นในภาวะปกติการเก็บกักตุนน้ำให้พอเพียงกับการใช