แค่ใช้สีเบเยอร์คูล บ้านเย็นขึ้น 3-5 องศา สยบปัญหาบ้านร้อนและค่าไฟพุ่ง
สุขภัณฑ์ (Sanitaryware)
ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านและทุกสถานที่ต้องมีไว้ใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุระส่วนตัวในทุก ๆ วัน และแน่นอนว่าโถสุขภัณฑ์ตามท้องตลาดในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกใช้งานอยู่หลากหลายประเภท โดยโถสุขภัณฑ์แต่ละประเภทต่างก็มีข้อดีและประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกซื้อโถสุขภัณฑ์จึงต้องคำนึงถึงหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประเภทของ สุขภัณฑ์ ระบบชำระล้าง ราคา และยี่ห้อ วันนี้ HomeGuru จะพาไปเจาะลึกพร้อมเคล็ดลับการเลือกซื้อ
• ประเภทของ สุขภัณฑ์
1. สุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว (One Piece)
ลักษณะของ สุขภัณฑ์ ประเภทนี้จะมีถังพักน้ำอยู่รวมเป็นชิ้นเดียวกับโถสุขภัณฑ์ จึงทำให้ไม่มีรอยต่อ ดูสวยงาม ทำความสะอาดง่าย ติดตั้งได้รวดเร็วโดยไม่ต้องประกอบชิ้นส่วน มีระบบชำระล้างที่ทำงานเงียบ และยังไม่มีปัญหาน้ำรั่วมากวนใจเมื่อใช้ไปนาน ๆ แถมที่สำคัญเมื่อไม่มีรอยต่อ ก็จะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคได้อีกด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
|---|
2. สุขภัณฑ์แบบสองชิ้น (Two Pieces) – ความคุ้มค่าที่มาพร้อมประสิทธิภาพการใช้งาน
สุขภัณฑ์แบบสองชิ้น หรือ "สุขภัณฑ์แยกชิ้น" ถือเป็นประเภทโถชักโครกที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของ ราคาที่จับต้องได้ และ ความทนทาน ในการใช้งานระยะยาว ออกแบบให้มีถังพักน้ำแยกกันกับโถนั่ง โครงสร้างที่แยกส่วนระหว่าง "ตัวโถนั่ง" (Bowl) และ "ถังพักน้ำ" (Tank) ออกจากกัน โดยการติดตั้งจะใช้การยึดน็อตและซีลยาง เชื่อมต่อระหว่างสองส่วนเข้าด้วยกันจึงทำให้ขั้นตอนการติดตั้งและการทำความสะอาดยุ่งยากกว่าแบบชิ้นเดียว แต่หากมองในมุมของการใช้งานก็แทบไม่ต่างกันมากนัก
![]() |
![]() |
![]() |
|---|
3. สุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ (Automatic)
สุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ หรือ Smart Toilet คือที่สุดของเทคโนโลยีห้องน้ำที่เปลี่ยนการเข้าห้องน้ำแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สะดวกสบายและถูกสุขอนามัย (Hygiene) มากยิ่งขึ้น โดยจุดเด่นอยู่ที่การทำงานผ่าน ระบบไฟฟ้า และการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างแม่นยำผ่าน รีโมทคอนโทรล มีระบบชำระล้างทั้งสำหรับการขับถ่ายหนัก และขับถ่ายเบาที่สามารถปรับระดับความแรงและทิศทางของน้ำได้ตามต้องการ และนอกจากระบบน้ำแล้วยังมีระบบเป่าลมที่ช่วยลดความอับชื้นได้ รวมไปถึงมีระบบอุ่นฝารองนั่งที่จะทำให้การเข้าห้องน้ำนั้นสบายขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งสุขภัณฑ์อัตโนมัติจะแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ
3.1 แบบติดตั้งระบบอัตโนมัติในตัว และควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล
เป็นแบบที่มีระบบติดตั้งมาพร้อมกับโถ สามารถชำระล้าง เป่าลม อุ่นฝารองนั่ง และฟลัชได้ตามคำสั่ง เหมาะสำหรับการติดตั้งในห้องน้ำที่สร้างใหม่ แถมยังมีดีไซน์ทันสมัย ทำให้ห้องน้ำดูสวยงามมากขึ้น
3.2 แบบฝารองนั่งอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติ
เป็นแบบที่นำมาใช้ร่วมกับโถสุขภัณฑ์ของเดิมได้ในกรณีที่ไม่อยากรื้อทำห้องน้ำใหม่ โดยฝารองนั่งอัตโนมัติสามารถใช้งานได้คล้ายคลึงกับแบบโถอัตโนมัติแต่จะแตกต่างกันตรงที่ต้องกดน้ำเอง • ระบบชำระล้างของโถสุขภัณฑ์สุขภัณฑ์ ในปัจจุบันนั้นมีระบบชำระล้างที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละระบบก็จะมีคุณสมบัติและจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยระบบพื้นฐานจะมีอยู่ 4 แบบ
1 ระบบ WASH DOWN สะดวก ตักราดได้
เป็นระบบชำระล้างที่ใช้น้ำใหม่แทนที่น้ำเก่า โดยใช้ความแรงของน้ำจากที่สูง และสามารถตักราดได้ในกรณีที่น้ำไม่ไหลหรือปั๊มน้ำไม่ทำงาน

2 ระบบ SIPHONIC WASH-DOWN หรือระบบกาลักน้ำ

3 ระบบ SIPHON JET เร็ว แรง และหมดจด
เป็นระบบชำระล้างที่สามารถปล่อยน้ำผ่านรูเจ็ทที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งน้ำได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ทำความสะอาดได้อย่างหมดจดและเกิดแรงดูด แต่อาจจะมีเสียงดังกว่าระบบอื่นเล็กน้อย

4 ระบบ SIPHON VORTEX สะอาด เงียบ
เป็นระบบที่มีถังพักน้ำเตี้ย ขณะกดชำระน้ำจะมีลักษณะเหมือนน้ำวน (สะดือทะเล) ทำให้การชำระล้างสะอาดและทำงานได้เงียบกว่าระบบอื่น ๆ
นอกเหนือจากระบบการชำระล้างที่ได้กล่าวไปทั้ง 4 แบบนี้แล้ว การเลือกผสมผสานระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นรื่องที่ต้องรู้ก่อนติดตั้งโถสุขภัณฑ์อีกด้วย
1. ระยะของท่อน้ำทิ้ง
โดยปกติแล้ว ห้องน้ำแต่ละห้องมักมีท่อน้ำทิ้งหรือท่อเดรนอยู่ที่พื้นตรงตำแหน่งใต้สุขภัณฑ์ เพื่อรับน้ำทิ้งจากการฟลัชชำระล้าง ซึ่งหากระยะของท่อน้ำทิ้งดังกล่าวไม่ได้เป็นระยะมาตรฐาน หรือมีระยะที่ไม่พอดีกับระยะท่อของตัวสุขภัณฑ์ ก็จะเกิดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมากวนใจได้ ดังนั้นหากต้องการจะติดตั้ง สุขภัณฑ์ ใหม่ ก็ควรตรวจสอบและจัดเตรียมพื้นที่ติดตั้งให้มีระบบสุขาภิบาลที่ได้มาตรฐานก่อนเป็นอันดับแรก โดยตรวจสอบระยะท่อน้ำทิ้งที่พื้นให้อยู่ในระยะมาตรฐาน ซึ่งระยะจากผนังจนถึงจุดกึ่งกลางท่อน้ำทิ้งควรอยู่ที่ 30.5 ซม.
2.ขนาดท่อน้ำทิ้ง

นอกจากระยะการติดตั้งท่อน้ำทิ้งที่ไม่พอดีกัน อีกสาเหตุหลักของการเกิดปัญหากลิ่นคือ เรื่องของขนาดท่อน้ำทิ้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากไม่ใช่ท่อน้ำทิ้งขนาด 4 นิ้ว (ท่อพีวีซี ชั้น 8.5 หรือท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 103 มม.) ก็จะทำให้สวมท่อของ สุขภัณฑ์ เข้ากับท่อน้ำทิ้งที่พื้นได้ไม่ดี และช่องว่างระหว่างท่อทั้งสองจะเป็นสาเหตุของการปล่อยให้กลิ่นไม่พึงประสงค์ตีกลับขึ้นมา หรือแม้แต่การที่ท่อน้ำทิ้งอยู่ในตำแหน่งไม่เสมอพื้น ก็จะทำให้เกิดช่องว่างจนกลิ่นตีกลับขึ้นมาได้เช่นกัน ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการตรวจสอบและเลือกท่อน้ำทิ้งให้ตรงมาตรฐาน ไม่ควรเลือกที่หนาหรือบางกว่าขนาดมาตรฐาน
3. การดัดแปลงท่อ หรือการติดตั้งโดยไม่ทำตามคู่มือ

เมื่อระยะท่อน้ำไม่พอดี หรือมีการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน หลายคนมักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบผิด ๆ เช่น การสกัดพื้นให้ลาดเอียงไปหาท่อน้ำทิ้ง การตัดท่อบางส่วนออก หรือการเอาซีเมนต์ ยาแนว หรือวัสดุอื่น ๆ มาพยายามปิดช่องว่างระหว่างท่อและพื้นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งผลสุดท้ายคือสิ่งปฏิกูลนั้นไม่สามารถไหลลงท่อน้ำทิ้งไปทั้งหมด จนเกิดการสะสมตกค้าง จึงทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา ดังนั้นจึงแนะนำให้แก้ไขโดยการเตรียมพื้นที่ติดตั้งให้เป็นไปตามสุขาภิบาลมาตรฐาน และทำตามคู่มือการติดตั้งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญค่อควรหลีกเลี่ยงการดัดแปลงหน้างานแบบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ สุขภัณฑ์ ที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อหรือติดตั้งที่ HomeGuruนำมาฝากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเลือกซื้อสุขภัณฑ์ไม่ตรงตามความต้องการใช้งาน หรือปัญหาการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานให้ต้องตามแก้ไขกันให้วุ่นวายภายหลัง และสำหรับใครที่กำลังมองหาสุขภัณฑ์หรืออุปกรณ์ห้องน้ำแบบครบวงจร ก็สามารถมาเลือกช้อปได้ที่โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ผ่านทาง www.homepro.co.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ HomePro Call Center โทร 1284
![]() |
![]() |
![]() |
|---|










