เลือกสุขภัณฑ์ให้เหมาะกับบ้าน เติมสุขทุกครั้งเมื่อใช้งาน
สุขภัณฑ์ (Sanitary Ware)
เจาะลึกวิธีเลือกซื้อ "สุขภัณฑ์" ให้ตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ พร้อมระบบชำระล้างที่ควรรู้
สุขภัณฑ์ (Sanitaryware) คือหัวใจสำคัญของห้องน้ำที่ไม่เพียงแต่ต้องใช้งานดี แต่ยังต้องช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในทุกวัน ปัจจุบันโถสุขภัณฑ์มีนวัตกรรมที่หลากหลาย การเลือกซื้อจึงไม่ได้ดูแค่ดีไซน์ แต่ต้องพิจารณาถึง ระบบชำระล้าง ระยะติดตั้ง และความคุ้มค่า HomeGuru จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประเภทของโถสุขภัณฑ์และเทคนิคการเลือกใช้งานให้เหมือนมือโปร เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อกันให้ง่ายขึ้น
1. ประเภทของ สุขภัณฑ์
1.1 สุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว (One Piece)

จุดเด่นคือดีไซน์สวยหรู ไร้รอยต่อ โถกับถังพักน้ำหล่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน ทำความสะอาดง่ายติดตั้งได้รวดเร็วโดยไม่ต้องประกอบชิ้นส่วน มีระบบชำระล้างที่ทำงานเงียบ และยังไม่มีปัญหาน้ำรั่วมากวนใจเมื่อใช้ไปนาน ๆ แถมที่สำคัญเมื่อไม่มีรอยต่อ ก็จะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคได้อีกด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
|---|
1.2 สุขภัณฑ์แบบสองชิ้น (Two Pieces)

จุดเด่นคือออกแบบให้มีถังพักน้ำแยกกันกับโถนั่ง ถือเป็นประเภทยอดนิยม ราคาประหยัดและอะไหล่หาง่าย หากส่วนใดชำรุดสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นได้ แต่อาจต้องใส่ใจทำความสะอาดบริเวณรอยต่อเป็นพิเศษ จึงทำให้ขั้นตอนการติดตั้งและการทำความสะอาดยุ่งยากกว่าแบบชิ้นเดียว แต่หากมองในมุมของการใช้งานก็แทบไม่ต่างกันมากนัก
![]() |
![]() |
![]() |
|---|
1.3 สุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ (Automatic)

สุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ (Automatic) เป็น สุขภัณฑ์ ที่ยกระดับความสบาย ด้วยระบบไฟฟ้าและควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล มีฟังก์ชันที่รองรับระบบฉีดชำระล้าง ทั้งสำหรับการขับถ่ายหนักและขับถ่ายเบาที่สามารถปรับระดับความแรง และทิศทางของน้ำได้ตามต้องการ นอกจากระบบน้ำแล้วยังมีระบบเป่าลมที่ช่วยลดความอับชื้นได้ รวมไปถึงมีระบบอุ่นฝารองนั่งที่จะทำให้การเข้าห้องน้ำนั้นสบายขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งสุขภัณฑ์อัตโนมัติจะแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ
-
แบบติดตั้งระบบอัตโนมัติในตัว และควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล
สุขภัณฑ์อัตโนมัติที่มีระบบติดตั้งมาพร้อมกับโถ สามารถชำระล้าง เป่าลม อุ่นฝารองนั่ง และฟลัชได้ตามคำสั่ง เหมาะสำหรับการติดตั้งในห้องน้ำที่สร้างใหม่ แถมยังมีดีไซน์ทันสมัย ทำให้ห้องน้ำดูสวยงามมากขึ้น
-
แบบฝารองนั่งอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติ
ฝารองนั่งอัตโนมัติที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับโถสุขภัณฑ์ของเดิมได้ในกรณีที่ไม่อยากรื้อทำห้องน้ำใหม่ โดยสามารถใช้งานได้คล้ายคลึงกับแบบโถอัตโนมัติ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ต้องกดน้ำเอง
![]() |
![]() |
![]() |
|---|
ตารางเปรียบเทียบ: เลือกชักโครกแบบไหนที่ใช่สำหรับบ้านคุณ?
2. ระบบชำระล้างของโถสุขภัณฑ์
ในปัจจุบันนั้นมีระบบชำระล้างที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละระบบก็จะมีคุณสมบัติและจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยระบบพื้นฐานจะมีอยู่ 4 แบบ ได้แก่
2.1 ระบบ WASH DOWN สะดวก ตักราดได้
ระบบชำระล้างที่ใช้น้ำใหม่แทนที่น้ำเก่า โดยใช้ความแรงของน้ำจากที่สูง และสามารถตักราดได้ในกรณีที่น้ำไม่ไหลหรือปั๊มน้ำไม่ทำงาน
2.2 ระบบ SIPHONIC WASH-DOWN หรือระบบกาลักน้ำ
ช่วยให้เกิดแรงดูดในระบบท่อคอห่าน มีประสิทธิภาพในการชำระล้างดีกว่าระบบ Wash Down สามารถดูดกากเบาได้ดี ในกรณีที่น้ำไม่ไหลหรือปั๊มน้ำไม่ทำงานก็สามารถเติมน้ำในหม้อน้ำแล้วกดชำระได้ตามปกติ
2.3 ระบบ SIPHON JET เร็ว แรง และหมดจด
ระบบชำระล้างที่สามารถปล่อยน้ำผ่านรูเจ็ทที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งน้ำได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ช่วยทำให้เกิดแรงดูด แต่อาจจะมีเสียงดังกว่าระบบชำระล้างแบบอื่น
2.4 ระบบ SIPHON VORTEX สะอาด เงียบ
ระบบที่มีถังพักน้ำเตี้ย ตำแหน่งรูปล่อยน้ำในโถจะใหญ่กว่าระบบ Siphon Jet โดยจะอยู่ทางด้านซ้ายของสุขภัณฑ์ ขณะกดชำระน้ำจะมีลักษณะเหมือนน้ำวน (สะดือทะเล)

3. ระบบการกด (Flush) เลือกชักโครกแบบไหนให้คุ้มค่า
หลังจากเลือกระบบชำระล้างของโถสุขภัณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรมองข้ามคือ ระบบการกดน้ำ (Flush) ซึ่งมีผลต่อทั้งความสะดวกในการใช้งานและการประหยัดน้ำ โดยระบบกดที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้:
3.1 ระบบกดน้ำแบบปุ่มเดียว (Single Flush)
ใช้งานง่าย กดครั้งเดียวปล่อยน้ำในปริมาณเท่ากันทุกครั้ง เหมาะสำหรับบ้านที่เน้นความสะดวกและต้องการ ชักโครกราคา คุ้มค่าที่ดูแลรักษาง่าย ไม่ยุ่งยาก
3.2 ระบบกดน้ำแบบสองปุ่ม (Dual Flush)
นวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดน้ำโดยเฉพาะ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกปริมาณน้ำได้ 2 ระดับตามความเหมาะสม ช่วยลดปัญหาการใช้น้ำเกินจำเป็น และถือเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนที่มองหา ชักโครก เพื่อการใช้งานในระยะยาว
เรื่องต้องรู้ก่อนติดตั้งโถสุขภัณฑ์
นอกเหนือจากระบบการชำระล้างที่ได้กล่าวไปทั้ง 4 แบบนี้แล้ว ในปัจจุบัน สุขภัณฑ์ บางรุ่นอาจไม่ได้ใช้เพียงระบบใดระบบหนึ่ง แต่อาจจะมีการเลือกผสมผสานระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอีกด้วย
1. ระยะของท่อน้ำทิ้ง
ระยะจากผนังจนถึงจุดกึ่งกลางท่อน้ำทิ้งควรอยู่ที่ 30.5 ซม. ซึ่งเป็นระยะมาตรฐาน หากระยะท่อไม่พอดีจะทำให้เกิดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมากวนใจได้
2. ขนาดท่อน้ำทิ้ง
ควรเลือกใช้ท่อน้ำทิ้งขนาด 4 นิ้ว (ท่อพีวีซี ชั้น 8.5) เพื่อให้สวมท่อของสุขภัณฑ์เข้ากับท่อน้ำทิ้งที่พื้นได้พอดี ป้องกันกลิ่นตีกลับขึ้นมา
3. การดัดแปลงท่อ หรือการติดตั้งโดยไม่ทำตามคู่มือ
ควรหลีกเลี่ยงการสกัดพื้นให้ลาดเอียง หรือใช้ยาแนวพอกเพื่อปิดช่องว่างที่ติดตั้งไม่ตรงจุด เพราะจะทำให้สิ่งปฏิกูลตกค้างและเกิดกลิ่นสะสม แนะนำให้ติดตั้งตามคู่มืออย่างเคร่งครัด

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ สุขภัณฑ์ ที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อหรือติดตั้งที่ HomeGuru นำมาฝากกัน เพื่อป้องกันปัญหาการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะการเลือกสุขภัณฑ์ที่เหมาะกับบ้าน ไม่ใช่แค่เรื่องฟังก์ชัน แต่คือการสร้างความสุขในทุกครั้งที่ใช้งาน








